ไขปัญหาธรรมบนเว็บบอร์ด

ยินดีต้อนรับ, ผู้เยี่ยมชม
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน.    ลืมรหัสผ่าน?

ไขปัญหาธรรม ตอน ต่อเรื่อง " ตาย "
(1 viewing) (1) ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม
Go to bottom
ตอบกลับ
เริ่มหัวข้อใหม่
หน้า: 1
หัวข้อ : ไขปัญหาธรรม ตอน ต่อเรื่อง " ตาย "
#165
ไขปัญหาธรรม ตอน ต่อเรื่อง " ตาย " 5 ปี, 10 เดือน ก่อน  
:)คืนนี้เป็นคืนวันเพ็ญสิบห้าค่ำเดือนสาม อันเป็นวันมาฆบูชา แต่ว่าปฏิทินไทยคงมีปัญหา มีปัญหามาหลายปีแล้ว แต่ไม่ยอมแก้ ทั้งที่จำได้ว่า มหาเถรสมาคมได้เคยทักท้วงแล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้าเปลี่ยนแปลง ไม่อยากคิดเลยว่า นี่อาจจะเป็นการกำจัดศาสนาพุทธอย่างถาวรวิธีหนึ่ง เราอาจจะมองว่าไม่มีอะไร แต่ที่แฝงอยู่ลึกๆ นั้นใครจะไปรู้ อาจเป็นเพียงความบกพร่องธรรมดา แต่การนิ่งเฉยไม่ทำอะไร ปล่อยให้เป็นไปอย่างนั้นเรื่อยๆ ก็คงมีสักวัน คนไทยที่ว่ามีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ก็คงถึงขั้นไม่รู้ว่าชาติไทยมีการนับวันเดือนปีกันแบบจันทรคติเป็นมาแต่โบราณ ปัจจุบันวันต่างๆ ที่เป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธถูกมองข้ามไปแล้ว มีแต่วัน ว่าเล่นตาย วันคิดซะมาก วันฆ่าไก่งวง วันกินไข่ วันอะไรต่อมิอะไรมากมาย แต่วันพระแปดค่ำ วันเพ็ญสิบห้าค่ำ วันแรมแปดค่ำ วันแรมสิบสี่ สิบห้าค่ำ เลือนหายไปจากใจจากความทรงจำกันหมดแล้ว

ผิดกับชนชาติ ลาว พม่า เขมร ที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีทางศาสนาพุทธไว้อย่างเหนียวแน่นแข็งแรง แค่มีแม่น้ำโขงขวางกั้น คนไทยก็กลายเป็นชนชาติที่ขาดการเอาใจใส่ในเรื่องพระพุทธศาสนาแล้ว บรรดาบุคลากรที่ได้ชื่อว่าเป็นครูผู้สอนสั่งให้การศึกษาแก่เด็กๆ ก็ยังไม่มีความรู้พอที่จะสอนตัวเอง สอนสั่งเด็กๆ ในเรื่องของพระพุทธศาสนา แต่ก็ร้องแรกแหกกระเชอจะเอาโน่นจะเอานี่ ล้วนแต่เรื่องไร้สาระ มีแต่เรื่องที่มี สาระเลว (ต้องการให้เป็นคำนี้) ไม่เกี่ยวกับการศึกษา ล้วนแต่อยากยกระดับเป็นนักพัฒนานักบริหารกันทั้งนั้น ความเป็นครูผู้สอน ผู้ให้ความรู้นั้น ไม่มีเหลือแล้ว สังคมอันเน่าในของการศึกษายังต้องการคนดีมีจรรยาอย่างอาจารย์สุนีย์ สินธุเดชะ (อาจารย์แม่ สะกดชื่อท่านถูกหรือไม่ก็ไม่รู้) อีกมากมายหลายๆ คน มาโปรดวงการการศึกษาของไทยตลอดกาล น่าจะมีในทุกระดับ และที่สำคัญ ควรที่จะต้องมีครูแบบท่านอยู่ในทุกโรงเรียนด้วย คัดหากันให้ได้เถอะ รับรองว่าชาติไทยเจริญแน่นอน แต่คงจะยากยิ่งสิ่งเดียว หวังได้ยากมาก สังคมกัดกันอย่างกะหมาแบบปัจจุบันของไทยเรา ใครเห่าดังใครกัดเก่ง ใครไม่มียางอาย ใครเก่งการให้ร้ายป้ายสี ใครดีแต่พูดทำไม่เป็น ใครเห็นแก่ตัวเอาพวกมากลากไป ใครที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่เหยียบย่ำผู้อื่นใช้ปืนเป็นเครื่องตัดสิน คดโกงโกงกิน ยังอีกมากมายที่สาธยายไม่หมด เอาว่าเข้าหลักคนพาลละก็ ยุคปัจจุบันได้ดีทั้งนั้น นี่ก็มองเห็นได้เลยว่าอนาคตของชาติไทยคงจะตกเป็นทาสเขาแน่นอน เพราะเหตุไรหรือ ก็เพราะเราไม่รักษารากเหง้า ไม่เอาหลัก เห็นของดีว่าล้าสมัย เห็นของจัญไรว่าเป็นของดี อย่างนี้แหละ เรียกว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ว่ามาถึงตรงนี้แล้ว ก็เลยนึกถึงนิทานธรรมเรื่องเห็นกงจักรเป็นดอกบัวได้ เอาสั้นๆ รวบรัดเลยละกัน

ก็คำว่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัวนั้น มีที่มาจากเรื่องในพระไตรปิฏก (เขียนไม่ผิดดอก อ่านว่า ตะกะ ความหมายก็คือ ตะกร้า นั่นละ )เข้าเรื่องละกันนะ ก็มีอยู่วันหนึ่ง บ้านนั้นมีอยู่กันเพียงสองแม่ลูก เจ้าลูกชายเกิดอยากจะไปทำงานต่างถิ่น จึงมาบอกลาแม่ว่าจะไปทำงานต่างถิ่น ด้วยความว้าเหว่ ตัวแม่ก็บอกกับลูกว่าอย่าไปเลย ไปแล้วแม่จะอยู่อย่างไร เจ้าลูกชายก็ไม่ยอม เกิดฉุดกระชากลากดึงกัน ที่สุดเจ้าลูกชายก็สลัดหลุดได้ด้วยพละกำลังความเป็นชายหนุ่ม ลงเรือนไปอย่างไม่ยอมเหลียวหลังมาดู ปรากฏว่า แม่นั้นล้มลงหัวฟาดเสียชีวิตที่ชานเรือนนั้นเอง ส่วนเจ้าหนุ่มก็เดินทางไปถึงท่าเรือโดยสารก็ลงเรือโดยสารไปด้วยมีจุดหมายว่าจะไปทำงานในถิ่นฐานอื่น มันช่างหากินยากเสียนี่กะไรในถิ่นฐานนี้ ถามกันไปมาในเรือก็ล้วนแต่หนีถิ่นกันแทบจะทั้งนั้น เมื่อเรือเดินทางไปได้สักพัก ก็เกิดอาเพศขึ้น นายเรือที่เดินทางหากินมาจนชำนาญช่ำชอง ก็คะเนดูสถานการณ์แล้วก็ถามกับผู้โดยสารว่า วันนี้มีใครทำความชั่วช้าชนิดที่เรียกว่าสามารยิ่งนักบ้าง ทุกคนก็ปฏิเสธ ที่สุดด้วยสติปัญญาอันชาญฉลาดของนายเรือ ก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างที่ร่างกายของเจ้าหนุ่มคนนั้น จึงได้คาดคั้นเอาความจริง ที่สุดเจ้าหนุ่มนั้นก็สารภาพว่าก่อนออกมานี้ ได้มีการยื้อยุดฉุดกระชากกับแม่แล้วก็ไม่ได้หันกลับไปดู รีบเร่งมาลงเรือ บอกไปอย่างนั้น ก็พอดีมีคนที่มาลงเรือที่หลังบอกว่าที่ผ่านมาได้ยินว่ามีหญิงชราคนหนึ่งล้มตายอยู่ที่ชานเรือน นายเรือจึงสรุปว่า เป็นเจ้าคนนี้แน่ที่ลงเรือมาแล้วเกิดอาเพศ ถ้าไม่จัดการเสียเห็นทีจะล่มตายกันทั้งลำเรือ คนทั้งหลายจึงลงมติว่าให้เอาเจ้าหนุ่มคนนั้นปล่อยลงน้ำไป จะอยู่หรือตายก็แล้วแต่ยถากรรม

อยู่ในน้ำได้นานเท่าไรก็ไม่รู้ เจ้าหนุ่มนั้นมารู้ตัวอีกทีก็อยู่บนเกาะแห่งหนึ่ง มองไปรอบๆ ไม่เห็นอะไร แต่ที่ไกลๆ นั้นมีแสงสว่างอยู่ จึงลองเดินมุ่งไปที่แสงนั้น เมื่อเข้าใกล้ ก็เห็นเป็นหมู่บ้านแห่งหนึ่ง กำลังมีงานรื่นเริงกัน อย่างสนุกสนานบ้าคลั่ง ล้วนแต่เป็นการละเล่นของคนชั่วคนพาลทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่การทรมานข่มเหงหญิง แต่มีแปลกอยู่คนหนึ่ง ยืนนิ่งอยู่ด้านหน้า เจ้าหนุ่มนั้นมองชายคนนั้นแล้วก็ทักว่า พี่ชาย สวมมงกุฎอะไรนะสวยจัง ช่างงดงามยิ่งนัก อย่างกับดอกบัวบานในสระยามเช้าแนะ สร้อยสังวาลนั้นก็ดูงามเหลือเกิน ยืนยิ้มมีความสุขจังนะ ชายคนนั้น เมื่อได้ยินก็รู้ได้ในนิมิตว่า เราถ้าจะหมดเวรแล้ว ก็ที่สวมอยู่บนหัวนั้นมันช่างทรมานเหลือเกิน เลือดที่ไหลเกรอะกรังก็บอกว่าเป็นสร้อยสังวาล หน้าตาก็ทนทุกข์ทรมาน ไหงเจ้าหมอนี้มันบอกว่ายืนยิ้มสงสัยจะทำกรรมเหมือนที่เราเคยทำมา ต้องฆ่าพ่อฆ่าแม่ฆ่าผู้มีพระคุณมาแน่ คิดได้ดังนั้นจึงบอกว่า ชอบหรือ ยกให้เอาไหม เจ้าหนุ่มของเราได้ยินเข้าก็ยินดี รีบตอบรับอย่างไม่รอช้า ฝ่ายเจ้าคนเดิมก็บอกว่ามานี่ซิมายืนตรงนี้ ตรงที่เรายืนอยู่นี่แหละ เมื่อหนุ่มใหม่ขยับเข้ามาใกล้ คนเก่าก็รีบยกเจ้าสิ่งที่ครอบหัวอยู่ใส่ให้ มันเป็นกงจักรที่มีความคมแล้วจะหมุนวนอยู่บนหัวเป็นระยะๆ สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวยิ่งนัก เมื่อถอดออกได้แล้วใส่ให้เจ้าหนุ่มใหม่ กงจักรนั้นยังไม่หมุน เจ้าหมอนั่นก็ร้องถามว่า แล้วสร้อยสังวาลไม่ให้ด้วยหรือ เจ้าคนที่กำลังเดินจากไปก็ตอบว่า สักพักมันก็จะปรากฏเองไม่ต้องรีบร้อนดอก แล้วก็หัวเราะเดินจากไป

นี่แหละเป็นที่มาของคำว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นสิ่งชั่วเป็นของดี เห็นขี้ดีกว่าข้าว เห็นขาวบอกว่าดำ เห็นดำบอกว่าขาว คนที่ทำเช่นนี้ในสังคมยุคปัจจุบันนั้นนะมีมากมาย ไม่ต้องไปสอนสั่งเขาดอกเขาไม่เข้าใจ เพราะอะไรหรือ ก็เพราะว่ามันเน่าใน มันชั่วมาแต่ข้างใน ในจิตใจ ในความคิด ในกมลสันดาน ติดมาแต่ชาติปางก่อน คนเหล่านี้ทำชั่วมาทุกภพทุกชาติ แก้ไม่หาย พระเทศน์สอนสั่งมันก็บอกว่าด่า ลงโทษให้หลาบจำมันก็บอกว่าทำร้าย สังคมไม่มีหัวไม่มีหาง แล้วจะดีได้หรือ

ที่ว่ามาทั้งหมดนั้นเพิ่งจะมาเข้าเรื่องก็พารากราฟนี้แหละ เรื่องที่ตั้งใจจะมาขยายความในวันนี้นั้น ก็สืบเนื่องมาจากเรื่องตายที่ได้ว่าไว้เมื่อคราวที่แล้ว ลูกศิษย์ลูกหาที่ยังไปมาหาสู่ เมื่อรู้เมื่อได้ยินได้อ่านก็ถามไถ่ซักความ ที่สุดก็เข้ามาสู่อีกเรื่อง เหตุเพราะมีคนเป็นทุกข์มาหาหลวงตามากหลาย ต่างก็ถามว่าเขาไม่มีบุญหรือถึงได้รับอกุศลกรรมหนักๆ อยู่ร่ำไป ก็เลยได้มาคำหนึ่งที่จะอธิบายให้เข้าใจง่าย เพราะสาธยายมากก็มากเรื่อง ประเดี่ยวก็แตกประเด็นออกไปเรื่อยๆ คนมีความทุกข์นี่ จิตใจไม่สงบดอก สาดซัดไปเรื่อย พอเอาคำว่า “ ลายเซ็นไม่เหมือน ” บอกไป ก็สามารถกระชากอารมณ์ที่แตกกระเจิงนั้นกลับมาได้

อันธรรมดาของคนที่ทำความดีนั้น จิตใจเป็นเช่นไร งดงามแจ่มใส เบิกบานมีความสุข อุดมไปด้วยความปรารถนาอันงดงามแจ่มใส ยิ่งเป็นคนที่ฝึกฝนปฏิบัติธรรมอยู่ ก็จะตั้งจิตอธิษฐานถึงพระนิพพานด้วย ก็ในเมื่อตั้งจิตถึงพระนิพพาน ก็หมายความว่าต้องการจะชำระจิตตนให้สะอาดผ่องใสไร้อกุศลกรรม ในเมื่อจะชำระอกุศลกรรม ก็ต้องรับผลกรรมที่ทำไว้ในชาตินี้ให้เห็นให้เข้าใจ จะได้อุปมาอุปมัย นำมาสอนตนเองให้เข้าใจ เมื่อเข้าใจถ่องแท้ในผลของกรรมที่ทำ จิตก็จะศิโรราบต่อบาปกรรมที่ทำ เข้าใจและถอดถอนกรรมชั่วเหล่านั้นออกจากจิต จะได้เห็นกงจักรเป็นกงจักร เห็นดอกบัวเป็นดอกบัว เรียกว่าเห็นตามความเป็นจริง ไม่เห็นผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง เมื่อจิตกระจ่างเห็นตามความเป็นจริงได้แล้ว กรรมที่จะทำต่อไปย่อมต้องอยู่ในทำนองคลองธรรมแห่งความดีงาม ย่อมเจริญย่อมผ่องแผ้วไร้มลทิน ย่อมได้รับผลแห่งกรรมดีที่ตนได้ทำไว้ ไม่ต้องเบิกบุญ ไม่ต้องคร่ำครวญร้องแรกแหกกระเชอไปร้องทุกข์กับใคร ใบหน้างามผ่องใสจิตใจเบิกบาน เปรียบดั่งคนที่มีความสมบูรณ์พร้อม มีความจำดี มีสติดี ร่างกายไม่บกพร่องไม่มีโรคภัย เมื่อมีทรัพย์ฝากไว้ในบัญชีที่ไหน เมื่อจะไปเบิกถอนก็มีสติรู้อยู่ ไม่ฟั่นเฟือน ไม่ลุกลน เมื่อจะลงชื่อ ลายเซ็นก็เหมือน ไม่ต้องถูกท้วงติง

ทีนี้ ในเมื่อจิตมีความทุกข์ กระสับกระส่าย ไม่เป็นสุข ขาดสติ มีแต่ความหม่นหมอง ไม่มีความพร้อม เป็นจิตที่ไม่แจ่มใส เมื่อกล่าวถึงอ้างถึงบุญกุศลที่ได้เคยทำมา ก็กล่าวด้วยความทุกข์ ผู้มีหน้าที่ตรวจสอบบุญของเราเขาจะว่าอย่างไร ในเมื่อลายเซ็นไม่เหมือนแล้วเขาจะจ่ายให้หรือ เรื่องก็เป็นเช่นนี้แหละ เหมือนนิทานธรรมเรื่องหนึ่ง วันนี้สองเรื่องเลย เรื่องนี้ก็เกี่ยวกับลายเซ็นไม่เหมือนนี่แหละ แต่ไม่ได้เซ็นชื่อนะ ท่านเศรษฐีนั้นมีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าอย่างไม่มีเสื่อมคลายไปจากใจ เมื่อคราวที่กรรมสนองก็มีความทุกข์ตกยากเป็นธรรมดา ท่านก็รับกรรมอย่างไม่เสียกำลังใจ ท่านก็ยังสามารถนำอาหารแม้เพียงน้ำต้มผักไปถวายแด่พระพุทธองค์ ก็ไม่มีความรู้สึกทุกข์อย่างไร วันหนึ่งเทวดาที่มาอาศัยอยู่ที่เสาประตูบ้านท่านเกิดสมเพศอยากจะอวดดีต่อท่านเศรษฐี จึงได้แสดงตนแล้วกล่าววาจาอันเป็นการทำร้ายท่านว่า ท่านเศรษฐี ท่านทำกุศลให้ทานแก่พระพุทธเจ้ามาตั้งแต่ยังมีทรัพย์มาก บัดนี้ทรัพย์ท่านเสื่อมหมดแล้ว ทำไมท่านไม่เลิกทำกุศลทานกับพระพุทธเจ้าเสียละ ถ้าท่านเชื่อเราเราก็สามารถช่วยท่านได้นะ

ท่านเศรษฐีได้ยินดังนั้นจึงถามว่าท่านเป็นใครหรือ จึงมากล่าววาจาไร้ยางอายเช่นนี้ ต่อให้เราสิ้นเนื้อประดาตัว เราก็ไม่มีวันที่จะเสื่อมคลายความศรัทธาในพระมหาบุรุษพุทธศาสดาดอก ท่านอยู่ที่ไหนก็จงกลับไปเถิดอย่ามาก่อกวนเราเลย เทวดาตนนั้นจึงบอกว่า เราเป็นเทวดามาอาศัยอยู่ที่เสาประตูหน้าบ้านท่านนี้แหละ ท่านเศรษฐีได้ยินดังนั้นจึงบอกว่า อ่อ เป็นเทวดาหรือ ถ้าเช่นนั้น เราขอขับไล่ท่าน ไม่ให้ท่านอาศัยในอาณาเขตบ้านเรา ท่านจงไปอยู่เสียที่อื่นเถิด กล่าวแล้วก็เดินจากไปเพื่อถวายอาหารแด่พระพุทธองค์ตามที่ตั้งใจไว้อย่างชื่นบานสบายใจ

ฝ่ายเทวดาที่ถูกไล่ก็ไม่มีที่อยู่ จึงไปร้องทุกข์แก่พระอินทร์ผู้เป็นจ้าวแห่งทวยเทวะทั้งหลาย เมื่อองค์อินทร์ไตร่สวนจึงได้ความว่า เทวดาตนนั้นเป็นฝ่ายผิด จึงได้สั่งให้ไปขอโทษต่อท่านเศรษฐี และที่สำคัญพำนักอยู่อาศัยที่บ้านเขาแล้วไม่ช่วยดูแลความปลอดภัย ทั้งสารทุกข์สุขดิบทั้งหลาย ทรัพย์สินข้าวของที่กองไว้ ก็ต้องดูแลรักษาอย่าให้หน้าไหนมาลักมาขโมย ภัยจะมาถึงก็ต้องคอยเตือนให้รู้ อย่างนี้จึงจะเป็นมงคลแก่ตน ได้กุศลไปตามเขา ใช่ว่าจะเป็นฝ่ายรับฝ่ายเอาแต่อย่างเดียว เรื่องอื่นใดหรือใครจะเป็นอย่างไร ตูไม่เกี่ยวไม่ได้ สั่งเสร็จก็กำชับว่า กลับไปนี่ก็จงไปนำทรัพย์ที่สูญหายลอยน้ำไปกลับมาให้ท่านเศรษฐีเสียด้วย พร้อมทั้งทรัพย์ใหม่ที่พึงได้ก็ควรที่จะได้นำกลับมาเสียทีเดียวไม่ต้องเสียเวลาหลายเที่ยว ขอร้องต่อท่านเศรษฐีดีๆ เชื่อว่าท่านเศรษฐีผู้เป็นอริยะย่อมต้องให้อภัย เทวดาตนนั้นก็ไม่ยโส ไม่หลงตนว่าเป็นเทวดา ได้ฟังเรื่องดีที่องค์อินทร์เมตตาสั่งสอน ก็รีบกลับไปขอโทษท่านเศรษฐี พร้อมทั้งรับปากว่าจะไปตามหาทรัพย์ที่สูญหาย ทำให้ท่านเศรษฐีต้องได้รับความระกำลำบากอยู่นานกลับคืนมาให้ ท่านเศรษฐีก็ให้อภัย ให้อยู่อาศัยได้ดั่งเดิม เทวดาตนนั้นก็จึงได้อาศัยทำคุณความดีเพื่อไถ่ถอนความเย่อหยิ่งของตนอยู่ที่เสาหน้าบ้านท่านเศรษฐีนั่นเอง ท่านเศรษฐีเมื่อกลับจากทำกุศลผ่านต้นเสาที่เทวดาสถิตอยู่ก็นำบุญมาฝาก เทวดานั้นก็มีความสุข อาศัยบุญที่ท่านเศรษฐีอุทิศให้เป็นเครื่องเลี้ยงจิต มีความสุขสว่างไสวเป็นที่น่าเลื่อมใสในหมู่เทวดาอื่นๆ ที่ได้พบเห็นตั้งแต่นั้นมา

นี่ก็อย่างที่หลวงตาเคยเขียนบอกไว้ ตราบใดที่ยังเป็นคนดิบอยู่ ย่อมสอนยากเป็นธรรมดา เมื่อไรที่เป็นคนสุกแล้ว เหลือแต่เพียงจิตดวงน้อยๆ ก็จะค่อยเป็นผู้สอนง่าย ในเมื่อเราไม่สามารถเผากิเลสตนก็ยังเป็นคนดิบอยู่ ต่อเมื่อเข้าใจในคำสอนขององค์พระพุทธศาสดาแล้ว สามารถนำเอาคำสอนนั้นมาอบรมสั่งสอนตนเองได้เมื่อไร ก็จึงจะถือได้ว่าเป็นคนสุก ไม่ต้องรอให้เขานำไปเผาให้สุกด้วยไฟฟืนอย่างนั้นก็ไม่ได้ฟื้นกลับมารับผลแห่งบุญที่ตนได้สร้างไว้ จะต้องรออีกนานเท่าไรกว่าจะได้กลับมาเกิดเป็นคน แล้วยังจะรออีกสักกี่รอบกี่ครั้งที่จะได้รับรู้ถึงคำสอนขององค์พระพุทธศาสดา อาจจะได้เกิดมาในยุคที่คำสอนนั้นเลือนหายไปหมดแล้ว ไม่แน่นะ ถ้าชนในชาติเรายังเป็นเช่นนี้อยู่ ทั้งพระ เถร เณร ชี มัวแต่หลงอยู่กับเรื่องไร้สาระ เรื่องที่มีแต่สาระเลว คงไม่นานดอกจะได้เห็นคนไทยเดินใส่หมวกสวมเสื้อนอกทั้งที่ร้อนแดดเผา ผ้าซิ่นผ้าสะไบ ประเจียดประคดคงหมดจากไทยแน่

วันนี้ก็ฝากไว้ให้พิจารณา ว่าจะทำกันอย่างไร อันที่จริงอยากจะเขียนอะไรที่มันหนักๆ กว่านี้อีกเยอะๆ แต่ก็ยับยั้งจิตใจเอาไว้ เขียนตอนดึกๆ ล้มลงนอนเมื่อประมาณตีสี่เศษๆ มารู้สึกตัวเอาเมื่อประมาณหกโมงเช้านี้เอง ยิ่งปรารถนาจะพักผ่อนให้มากๆ ตามที่หมอสั่งมาว่าต้องนอนให้ได้ไม่น้อยกว่าแปดชั่วโมง เอาเข้าจริงกลายเป็นว่านอนไม่ได้เลย ยุงมันรบกวนเยอะมาก เลยต้องลุกขึ้นมาเขียนหนังสือเสียที ก็ขอขอบใจบรรดายุงทั้งหลายที่ทำให้ได้เขียนจนจบ ที่จริงแล้วตั้งหัวเรื่องไว้ในใจนานแล้ว ตั้งแต่หลังปีใหม่ไม่กี่วัน เรื่องมันเกิดในช่วงนั้น บรรดาศิษย์เขามาปฏิบัติธรรมกัน มีเรื่องทุกข์มากมาย ที่มาก็เพราะรู้ว่ามาฟังธรรมหลวงตาเอาบุญเอากุศลไปอบรมตนอบรมบุตรหลานดีกว่าไปเที่ยวเตร่หาสาระไม่ได้ ส่วนลางพวกที่ฟังเท่าไรก็ไม่เข้าใจ เปรียบได้ดั่งบัวใต้น้ำ หรืออาจลึกกว่านั้น ก็จากไป พร้อมกับคำพูดทำร้ายตนเองว่าไม่มาอีกแล้ว ก็ล้วนแล้วแต่ได้รับทุกข์ทรมานกันแบบสาหัสสากัน แทบจะสิ้นเนื้อประดาตัว สั่งสอนแล้ว เตือนสติก็แล้ว สารพัดจะยกเรื่องมาเล่าให้ฟัง ก็ไม่เชื่อ อวดรู้อวดตัว แถมยังบอกว่าหลวงตาพูดไปเหอะไม่เชื่อดอก ต้องรอพิสูจน์ก่อน บางเรื่องรอพิสูจน์ได้ บางเรื่องมันก็ไม่รอให้เราพิสูจน์ดอก พอมาถึงก็ล้มเลย อาจปางตายหรือถึงตายก็มีให้เห็นมากมายแล้วละ กรรมใดที่ทำแล้วต้องทำให้เสื่อม ก็อย่าทำ ไม่ต้องรอพิสูจน์ดอก ก็ดูเทวดาหน้าบ้านท่านเศรษฐีเป็นตัวอย่างเถิด

บุญรักษา
หลวงตา


ใส่รหัสที่นี่   
กล่องตอบด่วน
Kittiyano

Reply Quote
 
Go to top
ตอบกลับ
เริ่มหัวข้อใหม่
หน้า: 1