ไขปัญหาธรรมบนเว็บบอร์ด

ยินดีต้อนรับ, ผู้เยี่ยมชม
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน.    ลืมรหัสผ่าน?

ธรรมตรงหน้า ตอนที่ 2 แค่ลัดนิ้วมือเดียว
(1 viewing) (1) ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม
Go to bottom
ตอบกลับ
เริ่มหัวข้อใหม่
หน้า: 1
หัวข้อ : ธรรมตรงหน้า ตอนที่ 2 แค่ลัดนิ้วมือเดียว
#139
ธรรมตรงหน้า ตอนที่ 2 แค่ลัดนิ้วมือเดียว 6 ปี, 6 เดือน ก่อน  
พระพุทธศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงกล่าวสอนธรรมที่มีคุณมากมีอานิสงส์มาก “การทำเมตตาจิตชั่วเวลาแค่ลัดนิ้วมือเดียว(ก็มีอานิสงส์มาก)กล่าวได้ว่า เป็นผู้อยู่อย่างไม่ว่างจากฌาน เป็นผู้ปฏิบัติตามคำสอนขององค์พระพุทธศาสดา จะกล่าวไยกับการทำเมตตาจิตให้มากอยู่เป็นประจำ”

หลวงตาได้กล่าวเรื่องเมตตาจิตที่มีอานิสงส์มากนี้แล้วในเรื่อง “ธรรมตรงหน้า” วันนี้ก็จะมาขยายความในส่วนที่เพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น จำได้ว่าได้กล่าวว่า “การทำเมตตาจิตที่พระพุทธศาสดาทรงสั่งสอนนั้นมีอานิสงส์ถึงสิบเอ็ดประการ” ทุกประการล้วนมีคุณอย่างยิ่ง ทำให้ไม่ต้องหวาดกลัวหวาดระแวง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า เป็นที่รักของใครๆ ทั้งหลาย แต่ก็ยังไม่แน่เสมอไป เพราะตามธรรมดาโลก เมื่อมีคนรักก็ต้องมีคนชัง นี่เป็นเรื่องธรรมดา แม้พระพุทธองค์เองก็ยังมีพวกต่างลัทธิเช่นพวกครูหก หรือญาติเช่น เทวทัต ก็พยายามคิดร้ายปองร้ายอยู่เป็นประจำ

ฉะนั้นเราท่านทั้งหลายก็คงไม่พ้นคนพวกเช่นนี้ พวกที่มีจิตริษยา เห็นใครดีไม่ได้ต้องปองร้าย หรือเห็นว่าจะเด่นเกินก็ดับรัศมีเสีย ไม่ได้รับการนบนอบส่งส่วยก็หาวิธีการต่างๆ นาๆ เพื่อที่จะทำให้อยู่ไม่ได้ต้องย้ายหนีไป อะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย แม้พระพุทธองค์ก็ยังโดน “นารีพิฆาต” อย่างเรื่องของนางจิญจมาณวิกา ที่รับจ้างจากพวกครูหกมาทำเรื่องชั่วให้พระพุทธองค์ต้องมัวหมองถูกตำหนิดูแคลน บรรดาผู้คนทั้งหลายที่จิตไม่นิ่งพอก็เชื่อทันที หนีจากพระองค์ไป ด้วยสมาธิจิตอันมั่นคงพระองค์ก็อยู่เฉย เห็นเป็นเรื่องธรรมดา ถือสันติไม่ตอบโต้ ที่สุดเรื่องจริงก็ปรากฏ ขอเพียงอย่าหลงเชื่ออะไรง่ายๆ ที่สุดเรื่องจริงต้องปรากฏจนได้ ถ้าเราด่วนรีบหนีจากไป ก็เท่ากับเป็นคนไร้เหตุผล

ฉะนั้น เมื่อมีเรื่องใดๆ เกิดขึ้นจะจริงเท็จอย่างไร ก็ต้องทำเมตตาจิต ว่าทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นเรื่องธรรมดา มีรักก็ต้องมีชัง ไม่ได้ดั่งใจก็หาวิธีการต่างๆ กลั่นแกล้งให้เสีย นี่ก็เป็นเรื่องธรรมดา ธรรมทั้งหลายเหล่านี้เป็นธรรมของคนพาล ส่วนผู้เป็นบัณฑิตนั้นจะนิ่งเสีย การนิ่งอย่างมีสมาธิมีเมตตาไม่คิดร้ายตอบโต้ ปล่อยให้เรื่องมันดำเนินไปของมัน สักวันความจริงปรากฏไม่มีคำว่าสาย แม้จะต้องตายจากไปก่อนก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดา หลีกได้ก็หลีก เลี่ยงได้ก็เลี่ยง ไม่ประสงค์ที่จะมีเวรต่อกัน ไม่ปรารถนาที่จะสร้างกรรมต่อ ทั้งหลายเหล่านี้ก็เรียกว่าเมตตาจิตเช่นกัน เป็นเมตตาที่ประกอบร่วมกับสมาธิจิต เรียกว่าเมตตาฌาน มีอานิสงส์มาก ผู้ฝึกฝนที่สามารถทำได้อย่างนี้ ไม่เฉพาะนักปฏิบัติ บุคคลทั่วไปที่ทำเช่นนี้มีมาก แม้นไม่ได้รับการศึกษาระดับสูง แต่มีบุญญาธิการ เป็นบุญเก่าติดจิตมา อย่างนี้เรียกว่าบัณฑิตชาติ เกิดมาอย่างบัณฑิตมีจิตสูง ไม่คิดร้ายปองร้ายใครๆ ให้อภัยเสมอเป็นฝ่ายยอมหวังความสงบสุขสันติเป็นที่ตั้ง สร้างทานด้วยการให้อภัย แม้จะมีจิตใจสูงส่งเพียงไร ก็ยิ่งมีคนปองร้ายคิดร้ายมาก ละเว้นอย่างไรก็หนีไม่พ้น ยิ่งให้อภัยก็ยิ่งเป็นที่รัก ก็จะยิ่งเป็นที่รังเกียจของคนหมู่พาล คนหมู่อื่นที่รักก็จะพลอยถูกรังแก ที่สุดก็จะอยู่อย่างโดดเดี่ยว ถูกแยกออกจากหมู่ แล้วพวกหมู่พาลก็สบช่องปองร้ายได้อย่างไม่มีก้างขวางคอ

คำโบราณว่าไว้ คนดีผีคุ้ม ก็คงเป็นเช่นนั้น คนหมู่พาลถ้าได้รับผลกรรมสนองเสียบ้างก็จะชะลอการปองร้าย เปลี่ยนหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อทำลายคนดีอย่างนี้ก็มีมาก แม้ในหมู่คนที่เรียกว่านักบวชก็ไม่เว้น เพราะการตั้งเข็มไว้ผิดแต่ต้น เป็นคนอยากใหญ่ อาศัยพระศาสนาเป็นที่ทำมาหากิน เมื่อรวมกันเป็นพวกได้ก็มีวิธีการใหม่ๆ อยู่เสมอ ยังไม่ได้รับผลกรรมก็ยังไม่ยอมลามือ

เมื่อกล่าวถึงผลกรรม ก็มีคำถามให้หลวงตาตอบบ่อยๆ มักจะมีคำถามว่าทำไมคนทำชั่วจึงยังไม่ได้รับผลกรรมชั่วสนอง ทำไมยิ่งทำชั่วยิ่งเจริญ จำได้ว่าเคยอธิบายไว้แล้ว แต่คงไม่ละเอียด วันนี้ก็จะลองขยายความให้อีกสักเล็กน้อย

อันธรรมดาของกรรมชั่ว ใครๆในที่ไหนๆต่างก็รู้ก็เข้าใจว่า สิ่งนั้นไม่ถูกต้อง แต่ก็มีคนอีกหมู่หนึ่งตีความว่า มันเป็นโอกาสถ้าไม่กอบโกยก็จะเสียผลประโยชน์ หลวงตาเคยได้ยินมาเหมือนกัน เขาคิดได้อย่างไรก็ไม่รู้ เขาบอกว่าพ่อแม่สอนไว้ ถ้าได้โอกาสแล้วไม่กอบโกยพ่อแม่รู้เข้าก็จะบอกว่า รู้ว่าโง่อย่างนี้ฆ่าทิ้งเสียตั้งแต่แรกเกิดดีกว่า คิดได้อย่างไรก็ไม่รู้ เอาส่วนไหนคิดก็ไม่อาจจะประมาณได้ เขาพูดถึงการได้โอกาสเข้าไปบริหารบ้านเมืองด้วยนะ ไม่ใช่ว่าได้โอกาสในการทำมาหากินอย่างสุจริตชน อย่างนี้ต้องบอกว่าชั่วตั้งแต่บรรพบุรุษเลยละ แบบนี้ใครที่มีคุณธรรมฝ่ายงามได้เจอเข้าก็ต้องทำเมตตาจิตให้เกิดขึ้นกับตนว่า อันธรรมดาของคนชั่วย่อมได้สายโลหิดที่ทำกรรมชั่วเช่นเดียวกันมาเกิดร่วม เป็น กรรมพันธุ คือมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ ผู้ที่ทำกรรมแบบเดียวกันย่อมต้องเกิดอยู่ร่วมกัน นี้เป็นหลักธรรม อย่าไปโกรธเขา เขาเป็นของเขาเช่นนั้นแหละ

แล้วเขาจะได้รับผลกรรมตอบสนองเมื่อไรละ เห็นอยู่ดีมีสุขอ้วนท้วนสมบูรณ์ ไม่เห็นจะได้รับผลกรรมอย่างไรเลย ก็ต้องยกคำบาลีมากล่าวอ้างว่า กัมมะปะฏิสะระโณ เราทั้งหลายมีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ก็ที่มีชีวิตอยู่ได้ทุกวันนี้ ก็อาศัยกรรมเป็นตัวพยุงเอาไว้ เว้นว่างจากการสร้างกรรม ก็ต้องถึงคราว เขาเหล่านั้นสร้างกรรมอยู่ตลอดเวลา ไม่ทำก็ต้องคิดหาวิธีการ คือไม่ว่างเว้นจากกรรมชั่ว กรรมที่ทำไว้มันยังไม่ท่วมก็ยังไม่ถึงคราว ท่วมเมื่อไรก็อาจไม่รอด แต่คนพวกนี้ก็จะมีดี คือมีอาจารย์ดีคอยช่วยเหลือ เขายอมทุ่มเทสร้างทุกอย่างเพื่อแลกกับการมีชีวิตอยู่ เพราะเขารู้ว่าเขาทำกรรมชั่วไว้มาก ก็ต้องหาทางออกไว้ด้วย สร้างวัด สร้างพระ บูรณะโบสถ์ บวชลูกชาวบ้าน ให้ทานกับหมู่คณะ บริวารบอกบุญก็รีบจัดให้ สร้างความพึงพอใจให้พระเณรเถรชีและชาวบ้าน จากประสบการณ์ของเขาเขารู้ได้ มีอาจารย์ดีคอยช่วยเหลือเพื่อแลกกับความสมหวัง อยากได้หอระฆังก็บอกบุญ คนพวกนี้ก็ไม่ขัด โกงแล้วเอามาลงที่วัด ก็เป็นการสร้างกรรมเพื่อให้อยู่รอดได้ ถ้าน้ำหนักยังได้ดุลอยู่ก็ไม่เป็นไร เกิดกรรมชั่วหนักกว่าก็จะได้ทุกข์ เขาก็จะรีบระบายออก อย่างนี้ก็มีมาก ส่วนใหญ่ก็ได้ประโยชน์ทั้งนั้น แม้โกงชาติด้วยการแจกเงินหาเสียงก็เป็นการให้ทาน เป็นทานที่เขาได้รับประโยชน์มากกว่าไม่ขาดทุนเพราะจะได้โอกาสเข้าไปกอบโกย แค่เพียงได้เป็นตัวแทนก็คุ้มแล้ว ยกมือทีก็ได้ตังค์ ลุกจากที่นั่งทำท่าขึงขังเสียงดังหน่อย ก็ได้มากอีกนิด ถ้ากล้าทุ่มตัวสุดชีวิต เขาก็จะได้ตำแหน่งตอบแทน ทุกคนล้วนมีเป้าหมายทั้งสิ้น จะปลิ้นปล้นอย่างไรก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปขัด ปากกล้าๆ หน่อย เสียงดังๆ เข้าไว้ ไม่ช้าไม่นานก็ต้องได้สมใจ ที่ว่าไม่เหมาะสม ก็ไม่มีใครกล้าตำหนิ เป็นธรรมดาหมาเห่า ก็ต้องหาของกำนัลมาฝาก บ่อยเข้าก็หยุดเห่าก็เพราะว่าได้สมใจหมาแล้ว ก็เลิกเห่า นี้ก็เป็นธรรมดาโลก เราท่านทั้งหลายเป็นคนนอก ก็ได้แต่ทำเมตตาจิตว่า ยัง กัมมัง กะริสสามิ ไม่ว่าใครๆ ในที่ไหนๆ จักทำกรรมอันใดไว้ กัลยาณังวา ปาปะกังวา จะเป็นกรรมดีก็ตาม จะเป็นกรรมชั่วก็ตาม ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ ไม่ว่าใครๆในที่ไหนๆ ต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆ

เดี๋ยวก็จะถามอีกว่า ทำไมต้องทำเมตตาจิตต่อคนเหล่านี้ละ หลวงตาก็ขอตอบเลยว่า ในเมื่อไม่อยากที่จะเกิดร่วมกรรมกับคนเหล่านี้ ก็ต้องทำเมตตาจิต เพื่อประโยชน์ของตัวเจ้าของเอง ไม่ใช่เพื่อคนเหล่านั้น ทำไมหรือ ก็ถ้าเราไปแช่งชักหักกระดูกคนเหล่านั้น เราก็จะมีกรรมร่วมไปด้วย เอาสายโยงของเราเข้าไปเกี่ยวเขาให้อยู่กับเรา ก็ต้องเจอกันร่ำไป ถ้าไม่อยากที่จะพานพบ ก็หดสายใยของเราเสีย จะได้ไม่มีกรรมร่วมกัน ที่สุดเราก็จะพ้น

คนชั่วยิ่งแช่งยิ่งด่าก็เท่ากับว่าส่งเสริมเขาให้มีชีวิตยืนยาวได้อยู่กอบโกยต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเราทำเมตตาจิตที่ตัวเรา เราก็ไม่ต้องไปแบกเขา เดี๋ยวเขาก็ขาดเอง ที่เขายังอยู่ดีมีสุขก็เพราะเราไปช่วยแบกเขาไว้ไม่รู้ตัว เอาอย่างหลวงตาซิ เมื่อตัดสินใจว่าไม่แบกแล้ว ไม่ว่าใครคนไหนที่อบรมสั่งสอนยาก ก็ไม่แบก สมุทเฉทปหานเสียจากใจเรา เขาก็รับส่วนของเขาไป เราก็จะได้ไม่หนัก เมื่อไม่หนัก บุญที่เราสร้างไว้ก็ไม่ต้องไปเจือจุนหนุนค้ำเขาไว้ ไม่แน่เขาอาจจะบอกว่า ตั้งแต่เราตัดเขา เขาเจริญรุ่งเรืองขึ้น อย่างนี้แปลว่าเราเอาบุญของเราไปขวางกรรมของเขา เป็นธรรมดาของเขาที่ต้องทำกรรมไม่ดีเพื่อที่เขาจะได้เจริญรุ่งเรือง ส่วนที่ฝ่ายเราก็รู้สึกว่า ตั้งแต่เลิกค้ำจุนเขาเราก็เจริญยิ่งๆขึ้น

อย่างนี้อาจจะเข้าใจยาก ทำไมถึงได้ดีทั้งสองฝ่าย ก็ธรรมดาของนักบวชย่อมต้องสร้างแต่กรรมดี ส่วนธรรมดาของบุคคลที่ทำทั้งดีและชั่ว ส่วนที่เป็นส่วนดีเขาก็ดีขึ้นเพราะเราเอาบุญไปหนุน ส่วนที่เขาทำไม่ดีบุญของเราเข้าไปขวางเขา พอเราชักบุญออกไม่เข้าไปขวาง เขาก็จะรู้สึกว่าดีขึ้น แต่ส่วนที่ดีของเขาก็จะเบาลงแต่เขาไม่สนใจ มุ่งเน้นไปในทางเดินของเขา ทางเดินที่ชอบที่ชอบ ต่อนานไป เมื่อไรที่กรรมมันท่วม เขาก็จะเริ่มรู้สึก แต่ไม่แน่เสมอไป ลางที่มันไม่ตกที่เขา แต่ไปตกที่ทายาท ส่วนไหนที่เขารักที่สุด เขาก็จะได้รับทุกข์ทรมานในส่วนนั้นๆ แต่ก็ยากที่จะมีคนรับได้

หลวงตาเคยเจออยู่ เขาบอกว่า ถ้าเขาทำชั่วจริงทำไมเขาไม่ได้รับผลละ ทำไมผลมันไปตกที่คนงาน ลูกจ้างละ ไม่เห็นโดนที่เขาเลย หลวงตาก็ต้องแผ่เมตตาว่า ขอเจ้าจงอย่ามีเวรภัยกับเราเลย เราไม่ปรารถนาจองเวรเจ้า เราไม่โกรธเคืองเจ้าดอก ที่ผ่านมาเราเห็นแล้วว่ามันหนักหนานัก แต่เจ้าไม่เห็น ขอเจ้าจงเป็นไปตามกรรมของเจ้าเถอะ อย่ามีเวรภัยต่อกันอีกเลย เราอโหสิให้แล้ว ขอจงอย่ามีเวรต่อกัน สวดมนต์ไหว้พระก็แผ่เมตตาให้เป็นประจำ ที่สุดเราก็หมดเวรกับเขา ไม่ต้องเจอะเจอกันอีก

เมตตาจิตนี้มีอานิสงส์มากยิ่งนัก เจริญเมตตาให้มากเข้าไว้เถอะ พระพุทธศาสดาท่านตรัสสอนเอาไว้แล้ว แม้เพียงแค่ลัดนิ้วมือ ก็มีอานิสงส์มาก จะกล่าวไยกับการทำเมตตาจิตให้มากเป็นประจำ คนเป็นหนี้ เราก็ไม่ต้องไปแช่งเขา ยิ่งแช่งเขาก็ยิ่งไม่สามารถหาเงินได้ สู้ทำเมตตาจิตว่า ขอเจ้าจงพ้นภัย จงหาทรัพย์ได้มากพอที่จะคิดถึงเรา ทำเช่นนี้เป็นประจำ จิตที่เป็นเมตตาของเราก็จะไปหนุนเขา เขาก็จะรู้สึกดี ดีกับเรา มีความรู้สึกว่าเงินที่เราให้เขาไปนั้นช่วยให้เขาเจริญได้ เขามีหนทางสร้างความเจริญได้ ก็จะมาหามาใช้หนี้ แต่ถ้าทำเมตตาจิตเช่นนี้อย่างบริสุทธิ์ แล้วก็ไม่มีผลอย่างไร ก็เชื่อได้เลยว่า เราเคยสร้างกรรมเช่นนี้ไว้แล้ว เคยคดโกงเขามาแล้ว ก็ต้องทำใจให้ได้ว่า เราหมดเวรในเรื่องนี้แล้ว ขอจงอย่ามีเวรภัยต่อกันอีกเลย บ่อยเข้าบ่อยเข้าที่สุดเราก็จะพ้นภัย แต่ขอเน้นว่าต้องทำด้วยใจบริสุทธิ์นะ อย่ามีเลศนัยแอบแฝงนะ เดี๋ยวจะมาว่าหลวงตาว่าไม่เห็นได้ผล

ที่บอกนี่ก็เพราะได้ทำมาแล้ว ได้ทดลองจนเห็นผลแล้ว ทุกอย่างดีขึ้นจริง สิ่งที่หลวงตาตั้งปรารถนาไว้มันไม่สัมฤทธิ์ผลอยู่ตลอดเวลา คลาดเคลื่อนไปมาอยู่เป็นประจำ เพราะว่าเมตตาเขาปรารถนาที่จะให้เขาได้บุญมาก อะไรอะไรมันก็ไม่ยอมลงตัว ต่อเมื่อถอนจิตออกไม่ไปห่วงเขาแล้วละ ผลก็ตอบสนองกลับมาทันที อะไรที่เคยคั่งค้างไว้ มันเริ่มสานต่อได้ สิ่งดีๆ เดินเข้ามาหาอย่างไม่นึกว่าจะเป็นไปได้ จึงได้ลองมองดูว่ามันเนื่องด้วยอะไร อืมม์ เราหมดบุญต่อกันแล้ว เทวดาทั้งหลายไม่เอาเขาแล้ว เขาเดินหลงทางแล้ว ทางเดินที่ดีมีคุณเกื้อหนุนจุนเจือเขาและครอบครัวเขากลับลังเลสงสัย เหตุเพราะยังทำใจไม่ได้ ยังติดอยู่กับธรรมโลกๆ เมื่อไม่ปรารถนาเทวดาทั้งหลายที่เคยเกื้อกูลก็ปล่อยวาง ให้เขาเดินทางสายยาวตามที่เขาชอบ แต่ปากมักบอกว่าปรารถนาเดินทางสายเปลี่ยว อธิษฐานทีไร ก็ขอให้พบเมืองแก้ว ขอให้แคล้วบ่วงมาร...... แต่มักจะเดินเลี้ยวแอบลงข้างทางเป็นประจำ ยังติดอยู่ นานเข้าปากกับใจไม่ตรงกัน ที่สุดก็หมดบุญ เดินทางสายยาวต่อไปอีกนานเท่าไรไม่อาจกำหนด รู้แต่ว่ายังอีกนาน.....

ฉะนั้น เมื่อหวังที่จะมีสุขอย่างสันติหลวงตาก็ขอให้ท่านทั้งหลาย ทำเมตตาจิตให้ยิ่ง ให้เป็นนิสัย อย่าได้ว่างเว้น ทุกลมหายใจเข้าออกก็บอกกับตนเองว่า เมตตา เมตตา เมตตา สรรพสัตว์สรรพสิ่งจงอย่ามีเวรภัย จงเป็นไปตามกรรมของตนๆ ปรารถนาที่จะมอบให้ใครเป็นพิเศษก็นึกให้เห็นใบหน้าเขา ถ้านึกไม่ได้ไม่เห็นหน้า ก็ตีความได้ว่าหมดบุญต่อกัน ถ้ายังนึกได้ก็แผ่เมตตาไป ขอจงอย่ามีเวรภัยต่อกัน ขอจงอย่าเสื่อมจากลาภที่ได้แล้ว ขอจงเป็นไปตามกรรมของตนของตน

อีกอย่างหนึ่งที่ตั้งใจที่จะกล่าวเสริมในเรื่อง ธรรมตรงหน้า หลวงตาจะกล่าวสอนอยู่เป็นประจำเรื่องให้ทำเมตตาจิต โดยจะให้อุบายว่า ในเวลาที่จะกินข้าวปลาอาหาร ก็ให้ทำเมตตาจิตต่อสรรพสัตว์สรรพสิ่งที่เรามองเห็นอยู่ตรงหน้า ตามองที่จานข้าว (ชาม อ่าง กะละมัง หรือภาชนะอื่นใดที่ใส่อาหารอยู่ตรงหน้า) เห็นอะไรก็แผ่เมตตาไป เห็นชิ้นหมูในจานก็กระทำไว้ในจิตว่า หมูเอยเจ้าบุญน้อย เรามีกุศลขอเจ้าจงไปเกิดในที่ดีอย่ามีเวรภัยต่อกัน ไก่เอย...ฯ ปลาเอย...ฯ เห็นผักเห็นข้าวเห็นผลไม้ฯ ก็ให้นึกถึงชาวสวนชาวไร่ชาวนา แล้วก็แผ่เมตตาไปว่า ที่เราได้กินข้าวกินผักกินผลไม้นี้ ก็เพราะว่าท่านทั้งหลายทุ่มเทแรงกายใจปลูกมันขึ้นมา ขอท่านทั้งหลายจงมีความสุขจงพ้นจากทุกข์ภัยจงได้ดั่งใจปรารถนาเถิด กินน้ำก็ให้นึกถึง ไม่ว่าจะได้กินอะไรก็ให้นึกถึงแล้วก็แผ่เมตตาจิตไป ทุกคำข้าวได้ยิ่งดี กระทำอยู่อย่างนี้ให้ทุกบ่อยทุกบ่อยจนกระทั่งติดเป็นนิสัย อย่างนี้ก็เรียกว่าอยู่อย่างไม่มีทุกข์แล้วละ จะทำการกิจสิ่งใดก็เจริญรุ่งเรือง ลางคนเห็นการสอนอย่างนี้เป็นเรื่องไร้สาระ ทุกอย่างที่ได้มานั้นต้องเอาสตางค์ไปซื้อหามา ไม่ใช่ว่าได้มาเปล่าๆ ถ้าคิดอย่างนี้ก็อยู่อย่างมีทุกข์ไปตลอดชีวิตแหละ

การทำเมตตาจิตอยู่เป็นประจำจนติดเป็นนิสัย ไม่ว่างเว้นทุกมื้อข้าว ทุกครั้งคราวที่ได้คบเคี้ยวดื่มกิน ก็ได้ชื่อว่าอยู่อย่างไม่ว่างเว้นจากฌานตามคำสั่งสอนของพระพุทธศาสดาแล้วละ ถ้ายิ่งทำให้มากตลอดเวลาที่ทำการกิจ จะสวมใส่เสื้อผ้าก็ให้นึกถึงคนที่จัดหามาให้ นึกถึงคนที่ตัดเย็บ ไม่จำเป็นต้องรู้จัก แผ่เมตตาไปอย่างกว้างๆ เรียกว่า อโนธิโส ผรณา เมตตา คือการเจริญเมตตาไปทั่วทุกทิศไม่เจาะจง ทำอย่างนี้ แม้ผู้ที่เป็นคนตัดเย็บจัดหาย้อมผ้าถักทอก็ได้อานิสงส์ไปด้วย แม้จะตายไปแล้ว ถ้าเราบุญมากมีกำลังมาก ก็สามารถส่งไปถึงได้ อาจช่วยให้เขาพ้นทุกข์ภัยที่กำลังเกิดกับเขาได้ อย่าเชื่อให้ลองทำดู อย่าทำเพียงแค่หยอกเล่น แล้วก็บอกว่าไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นเลย อย่างนี้เรียกว่าไม่จริงใจ อย่างไรก็ไร้ผลแน่นอน ต้องทำอย่างจริงใจ ทำมากๆ ถ้ามากินข้าวที่หลวงตาสักสามวันห้าวัน ก็นับว่าได้ทำเกินกว่าสิบครั้งแล้วละ ก็คงต้องมีสักครั้งที่ส่งผล เสียดายที่หลวงตาเบื่อที่จะรับมาอบรมแล้วละ ถูกหาเรื่องให้เดือดร้อนไม่รู้จักจบสิ้น เหม็นกลิ่นปากพวกไร้ธรรม สมองสั้น คิดอะไรไม่เป็น เลยพูดแบบไม่ต้องคิด เพราะคิดไม่ได้คิดไม่เป็นแล้วก็ไม่พยายามคิด เรียกพวกนี้ว่าพวกคิดลบ มองโลกแง่ร้าย ก็ต้องทำเมตตาจิตว่า เขาเป็นของเขาเช่นนี้แหละ ได้เกิดมาเป็นคนแล้ว แต่อาศัยกายนี้สร้างอกุศลครบร้อยแปดอาการ อย่างไรเสียก็ได้กลับไปเกิดในที่ต่ำกว่าคนแน่นอน ก็ปล่อยเขาไป อย่างไปผูกรั้งเขาไว้ เดี๋ยวก็ตายเอง ฮึฮึ ถึงเวลาคราวเคราะห์มา ไม่มีอะไรรั้งไว้ ก็ต้องตายเอง นี่เป็นธรรมดา

วันนี้ หลวงตาขอจบเพียงเท่านี้ก่อน ดึกมากแล้ว สองนาฬิกาเศษ วันนี้ทั้งวันยังไม่ได้พักเลย ตั้งแต่ตีสี่มาจนป่านนี้ นั่งสัปหงกอยู่เมื่อเย็น ว่าจะพักหน่อยแล้วค่อยมาเขียนตอนใกล้รุ่ง มันก็ไม่ยอมพัก เมื่อไม่ยอมพัก ก็มาเขียนเรื่องที่เริ่มไว้เมื่อหัวรุ่งให้จบเสีย การงานจะได้ไม่คั่งค้าง จะได้นอนหลับถ้าไม่ตื่นก็จะได้ไม่มีห่วง เดี๋ยวเป็นผีก็จะมานั่งพิมพ์เรื่องให้อ่านไม่รู้เลิกรา ก็คงจะได้อ่านแต่เรื่องผีผีกันละ ฮึฮึ

ขอบุญจงรักษาผู้บำเพ็ญบุญเพื่อเจริญพระพุทธศาสนาให้อยู่จรรโลงคุณธรรมอันงามยิ่งๆขึ้นด้วยเทอญ


ใส่รหัสที่นี่   
กล่องตอบด่วน
Kittiyano

Reply Quote
 
Go to top
ตอบกลับ
เริ่มหัวข้อใหม่
หน้า: 1