ไขปัญหาธรรมบนเว็บบอร์ด

ยินดีต้อนรับ, ผู้เยี่ยมชม
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน.    ลืมรหัสผ่าน?

ชาติ ชรา มรณะ
(1 viewing) (1) ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม
Go to bottom
ตอบกลับ
เริ่มหัวข้อใหม่
หน้า: 1
หัวข้อ : ชาติ ชรา มรณะ
#136
ชาติ ชรา มรณะ 6 ปี, 6 เดือน ก่อน  
คนส่วนใหญ่ เข้าใจคำว่า เกิด แก่ ตาย กันทั้งนั้น เมื่อเราพูดกันแบบโลกๆ คำว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา ต่อเมื่อ ความแก่ ความเจ็บไข้ได้ป่วย และความตายใกล้เข้ามา ทุกๆ ชีวิตโดยส่วนใหญ่ ต่างก็เกิดความหวั่นไหวเกรงกลัวทั้งสิ้น แม้ในนักปฏิบัติเองก็เช่นกัน ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะยังทำความคลาดเคลื่อนในธรรมเหล่านี้อยู่ ยังไม่เข้าใจ ยังไม่เข้าถึงธรรมอันเป็นธรรมดานี้ แม้เพียงแค่ความฝัน ก็ทำให้หวั่นไหวได้มากมาย ตาหูลาย ฟังคำอธิบายของความฝันนั้นไม่กระจ่าง ก็ต้องร้องครวญครางดิ้นรนไปต่างๆ นาๆ ที่สุดก็หาความสงบไม่ได้ ต้องถ่อสังขารร่างกายไปในที่ต่างๆ เพื่อแสวงหาวิธีการที่จะทำให้อายุยืนยาว เขลาปัญญาเบา ก็ต้องตกเป็นเหยื่อ นี้ก็เป็นธรรมที่เป็นธรรมดา

ชาติ มีความหมายในที่นี้ว่า เกิด เมื่อมีเกิดก็ต้องมีแก่คือ ชรา แล้วในที่สุดก็ต้องดับสูญตายไป เรียกว่า มรณะ แต่ในฝักฝ่ายของนักปฏิบัติแล้ว คำเหล่านี้เป็นคำธรรมดาเหลือเกิน เพราะเหตุที่ได้เห็น ชาติ ชรา มรณะ อยู่ทุกลมหายใจ นักปฏิบัติคนใด เกิดความหวั่นไหวในธรรมอันเป็นธรรมดานี้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายดิ้นรน หรือว่าฝ่ายตอบสนอง ก็ไม่อาจนับเรียกตนเองว่าเป็นนักปฏิบัติได้ เป็นได้เพียงแค่คนลวงโลก อุปโลกน์ตนเองว่าเป็นนักปฏิบัติ คนแสวงหาก็ลวงโลก คนสนองก็ลวงโลก คนทำพิธีกรรมก็ลวงโลก เหตุเพราะธรรมเหล่านี้เป็นธรรมอันเป็นธรรมดามีอยู่แล้วในสัตว์แม้ในทุกลมหายใจเข้าออก ก็ต้อง ชาติ ชรา มรณะ กันทั้งนั้น

ที่หลวงตากล่าวรุนแรงว่าเป็นคนลวงโลกเช่นนั้น ก็เพราะว่า คนเหล่านั้น ต่างก็ยังไม่เข้าใจธรรมข้อนี้ เมื่อเริ่มฝึกฝนปฏิบัติตน ปฏิบัติจิต สิ่งแรกที่มองเห็น ก็คือความตาย แล้วจึงค่อยเห็นความเกิด เมื่อพิจารณาแล้ว ก็เห็นความไม่เที่ยงคือความชรา เห็นอย่างนี้เรื่อยไปจนเคยชิน มันจึงเป็นธรรมดา ไม่มีความหวั่นไหวกับธรรมอันเป็นธรรมดาเหล่านี้ ทุกสรรพสิ่งล้วนมีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จะหาสิ่งใดๆ ถาวรอยู่อย่างยืนยงคงกะพันคงหาได้ยาก แม้ในอสัญญสัตตาพรหม ก็ยังคงมีสักเศษเสี้ยวของกาลเวลาที่สามารถเกิดสัญญา ก็ต้องรับผลในกรรมใหม่ทันที นี้เป็นธรรมดา มันไม่เที่ยง ไม่อาจบอกได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ เพราะว่ากฎเกณฑ์ที่แท้จริงก็คือความไม่เที่ยงนั่นเอง

เราลองมาทำความเข้าใจกันใหม่ ในหลักของการปฏิบัติแสวงหาธรรมเพื่อสอนจิตสอนตัวเจ้าของนั้น เจ้าของต้องทำความเข้าใจในเบื้องต้นแห่งการเดินทางสายนี้ให้ได้เสียก่อน ว่า คำว่า เกิด คือการเริ่มต้น ต่อเมื่อเริ่มต้นในเรื่องใดๆ ย่อมต้องมี ชรา คือการดำเนินไปของเรื่องนั่นๆ จะใช้เวลามากน้อยเท่าใดไม่เป็นที่กำหนดสำคัญ เพียงแค่เสี้ยววินาทีก็เป็นชราแล้ว ฉะนั้นชราหรือความแก่จึงเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องของกาลเวลา เราไม่อาจที่จะหยุดเวลาได้ กำลังไม่พอ จะชะลอก็ไม่ได้ ทำได้อย่างเดียวคือเบี่ยงเบนปิดบัง ไม่ว่าจะเป็นการไปทำศัลยกรรมตบแต่งหรือแปลงร่างแปลงโฉม ก็ทำได้เพียงแค่เบี่ยงเบนปิดบังเท่านั้นเอง ความเป็นจริงนั้น ตัวเจ้าของเองรู้ดี

เมื่อมี เกิด คือเริ่มต้น ต้องมี ชรา คือการผ่านไปของเวลา อันเป็นความเป็นจริง แล้วอย่างไรเสียก็ต้อง สิ้นสุดในเรื่องนั้นๆ คือ ความตายหรือมรณะ นั่นเอง ลองมองที่ชีวิตประจำวันดู เริ่มอรุณรุ่งของวันใหม่ พระอาทิตย์โผล่ขึ้นมา ก็มีหน้าที่เดินไป ไม่มีหยุดรอใครๆ ทั้งสิ้น เราเองก็ต้องเร่งรีบลุกจากที่นอน ทำหน้าที่ประจำวัน จะนั่งส้วมอยู่อย่างนั่นไปทั้งวันไม่ได้ดอก อย่างไรเสีย เมื่อเริ่มนั่งก็ต้องลุกจากไปเมื่อเสร็จกิจ จะมัวอ้อยอิ่งดมกลิ่นอยู่ก็กระไร เริ่ม ผ่านไป เสร็จกิจ ก็คือ เกิด แก่ ตาย (อาจมีเจ็บบ้างถ้าถ่ายแข็ง ร้อนใน ดื่มน้ำไม่พอ ฮึฮึ) จะทำกิจอื่นใหม่ เช่นอาบน้ำชำระล้างร่างกาย ก็ต้องเริ่มต้น ดำเนินไป แล้วก็เสร็จ นี่ก็ เกิด แก่ ตาย เหมือนกัน ออกมาทำการตบแต่งร่างกายผิวพรรณ จะมัวชื่นชมกับสรีระร่างกายอยู่อย่างนั้นก็คงไม่ได้ อย่างไรเสียก็ต้องตายจากหน้ากระจกเงานี้ก็เป็นธรรมดา

สรุปเอาว่า ธรรมทั้งสามนี้ เป็นธรรมดา เกิด แก่ ตาย นี้เป็นธรรมดา เป็นของเที่ยง เลี่ยงหลบไม่ได้ จึงต้องทำความเข้าใจให้ได้ว่า มันเป็นธรรมดา ความตายมีมากมายหลายอย่างวางกอง แต่เขากลับรับรองว่าต้องใช้ตรากบ ฮะฮะฮ่า ตลกแต่เช้าเลยหลวงตา ไม่ได้ เขียนให้อ่านเรื่องหนักๆ เดี๋ยวก็จะพาลเบื่อเอา แล้วก็ว่าหลวงตาว่า เอาเรื่องตายมาให้อ่านทำไม ฮึฮึ

ความตายมีมากมายหลายอย่างจริงๆ นะ ก็ที่บอกมาก็ตายตั้งแต่ลุกจากที่นอนแล้วละ เมื่อไรที่ลุกขึ้นจากที่ใดๆ เมื่อนั้นก็ตายจากที่นั้นๆ จริงไหม ทำความเข้าใจให้ได้อย่างนี้ทุกวันๆ ก็จะเข้าใจ นี่ก็เป็นการปฏิบัติธรรมแบบของจริงเลยละ ไม่ใช่ปฏิบัติธรรมแบบอ่านเอาจากตำรานะ พวกนั้นอ่านมากเรียนมากรู้มาก แต่กลัวตาย กลัวเจ็บ กลัวแก่ กลัวเกิด เพราะคนเหล่านั้น กลัวไปเสียทุกเรื่องจึงแสวงหาสิ่งทดแทน มาปิดบังเบี่ยงเบนความจริง จิตไม่เป็นธรรมชาติ ย่อมส่อส่องแววของความชราอยู่เป็นประจำ แล้วก็ต้องดิ้นรนหาวิธีการต่างๆ นาๆ เพื่อที่จะทำให้อยู่ต่อไม่ยอมตาย ทั้งๆ ที่ตายแล้ว ตายอยู่ตลอดเวลา แต่ว่ามันรับไม่ได้ จึงต้องเบี่ยงเบนมันเสียอย่างนั้นแหละ

ว่ามาจนถึงตรงนี้ เนื้อหาสาระอะไรก็ไม่มี มีแค่ต้องการให้รู้ว่า เกิด แก่ ตาย นั้นเป็นของธรรมดาที่สุด อยู่กับตัวเจ้าของทุกลมหายใจ แล้วกลัวทำไม ที่กลัวนั้นนะ เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันยังไม่แล้ว พระพุทธศาสดา ทรงตรัสสอนเอาไว้แล้ว อะนากุลา จะ กัมมันตา การงานทั้งหลายอย่าให้คั่งค้าง เมื่อไม่คั่งค้าง ก็หมายความว่าไม่ต้องห่วง เมื่อไม่ห่วงก็ตายได้สบาย ยิ้มได้อย่างเป็นสุข นี่เรื่องแบบโลกๆ ถ้าว่าเป็นเรื่องทางหลักธรรม อะนากุลา จะ กัมมันตา ก็ต้อง สะจิตตะปะริโยทะปะนัง ชำระจิตให้หมดจด อย่าให้มีอะไรเหลือคั่งค้างคาไว้ มองเข้าไปในจิตแล้วก็ไม่เห็นอะไรคั่งค้างอยู่ กรรมทั้งหลายได้ชำระแล้ว บุญทั้งหลายก็ได้ทำแล้ว กุศลอันเกิดแต่การสร้างบุญก็ได้อุทิศให้แล้ว ชดใช้หมดแล้ว ไม่มีเหลือแล้ว ไม่กลัวแล้ว ไม่สะดุ้งแล้ว บาปก็ไม่มี บุญก็ไม่เอา จิตนี้ขาวรอบ ไม่หอบเอาอะไรไปอีกแล้ว เบา สบาย ไม่ยึดติด ไม่คิดร้าย กรรมใดใครก่อ ย่อมต้องรับผลของกรรมนั้นๆ เอง ไม่อาจให้ผู้อื่นแบกรับไปได้นานดอก อย่างไรเสียก็ต้องมีสิ้นสุด เหตุเพราะ มีเกิด ก็ต้องมีแก่ แล้วที่สุดก็ต้องจบลง คือตาย นี้เป็นธรรมดา สิ่งใดๆ เมื่อมีเริ่มต้น ดำเนินไปได้ระยะหนึ่ง ย่อมต้องถึงที่สุด นี่ก็เป็นธรรมดา เหตุปัจจัยพร้อม ย่อมต้องสิ้นกรรม จะยื้อยึดฉุดไว้อย่างไรก็ไม่ได้ เพราะนี่เป็นธรรมดา สมุทเฉทปหาน เป็นธรรมพ้นโลก ไม่ใช่โกรธ แต่เพราะหมดกรรม หมดวาระ ไม่ใช่เบื่อ แต่เพราะรั้งไว้ไม่ได้

ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ จิตตัง
ยัสสะ นะ กัมปะติ อะโสกัง
วิระชัง เขมัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง

วันนี้หลวงตา ก็ขอจบไว้เพียงเท่านี้ก่อน เอาว่าอะไรๆ ก็ไม่เที่ยง วันนี้เป็นพระ พรุ่งนี้อาจถูกจับสึก บังคับให้ลาสิกขา นี่ก็เป็นเรื่องธรรมดา นุ่งห่มอย่างไร ใจไม่ใช่พระก็ไม่ใช่พระ นุ่งห่มอย่างไร ใจเป็นพระอย่างไรๆ ก็เป็นพระ อยู่ที่ตั้งเข็มไว้แต่แรก ถ้าตั้งเข็มผิดมันก็ดำเนินไปผิด ตั้งเข็มถูก อย่างไรเสียก็เดินถูก เดินไปเหยียบไป ไม่รู้ว่าโดนอะไรบ้าง รู้แต่ว่า เวลาเดินบิณฑบาตผ่านเชิงตะกอนป่าช้า มีแต่ลูกกบลูกเขียดโดดมาให้เหยียบตายมากมาย หลีกเลี่ยงเท่าไรก็ไม่ได้ ยกเท้าก้าวเดินแบบจงกรมก็ไม่พ้น เดินระวังช้าๆ ก็มาทีละหลายตัว เอาตอนที่เท้าถึงพื้นพอดี ก็ได้แต่แผ่เมตตาอุทิศกุศลให้ ทำได้เท่านั้นแหละ

ขอบุญจงรักษาผู้บำเพ็ญบุญ เพื่อเจริญพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสดา


ใส่รหัสที่นี่   
กล่องตอบด่วน
Kittiyano

Reply Quote
 
Go to top
ตอบกลับ
เริ่มหัวข้อใหม่
หน้า: 1