ไขปัญหาธรรมบนเว็บบอร์ด

ยินดีต้อนรับ, ผู้เยี่ยมชม
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน.    ลืมรหัสผ่าน?

ไขปัญหาธรรม ตอน กรรมและเจตนา
(1 viewing) (1) ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม
Go to bottom
ตอบกลับ
เริ่มหัวข้อใหม่
หน้า: 1
หัวข้อ : ไขปัญหาธรรม ตอน กรรมและเจตนา
#116
ไขปัญหาธรรม ตอน กรรมและเจตนา 6 ปี, 7 เดือน ก่อน  
กรรมและเจตนา เป็นเครื่องมือกำหนดผล

ที่แจ้งหัวเรื่องไว้อย่างนั้น ก็เพราะว่า หลวงตามานั่งมองเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ตั้งแต่พ้นวัยเด็กที่ฝึกฝนกรรมฐานแบบผิดๆ ถูกๆ (หรือเปล่าก็ไม่รู้) พอเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น จำได้ว่าครั้งแรกที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับกรรม ก็อายุประมาณสิบห้าสิบหกเห็นจะได้ แต่มาก่อนหน้านี้ไม่นานที่พอจะเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ก็มองไปที่วัยเด็ก ก็เห็นว่า อันที่จริง กรรมนั้นส่งผลกับตัวเราตั้งแต่เล็กแล้ว จะว่าตั้งแต่เกิดก็ว่าได้ แต่เราไม่รู้ว่า ที่จริงแล้วกรรมส่งผลเราอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ก่อนมาเกิดหลายภพหลายชาติ

แต่ผลที่เรารับอยู่ในปัจจุบัน ล้วนแต่เป็นผลของกรรมที่เราสร้างในชาติปัจจุบันทั้งสิ้น กรรมที่มีผลต่อตัวเราหลังจากอายุได้สามขวบปี คือกรรมที่เราสร้างในปัจจุบันชาติทั้งสิ้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรรมเก่าแต่ชาติปางก่อน กรรมเก่าแต่ชาติปางก่อนๆ นั้น มันเกาะติดเป็นสันดาน เป็นพื้นนิสัยของเราคือตัวเจ้าของกรรมเอง เมื่อตัวเจ้าของมีอุปนิสัยหรือสันดานที่ติดมาอย่างไร ก็จะสร้างกรรมไปตามนิสัยอันเป็นสันดานเดิม และเพราะว่า ตัวเจ้าของมีสันดานเดิมเช่นไร ก็จะไปเกิดร่วมกับครอบครัวที่มีสันดานเฉกเช่นเดียวกัน เรียกว่า เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ บาฬีว่า กัมมะพันธุ เพราะว่า เรามีกรรมเป็นกำเนิด กัมมะโยนิ

ฉะนั้น ไม่ว่าผลของกรรมที่ตัวเจ้าของรับอยู่ จะเป็นเฉกเช่นไร ก็ตัวเจ้าของเป็นผู้สร้างเองทั้งสิ้น กัมมัสสะโกม๎หิ เรามีกรรมเป็นของตน กัมมะทายาโท เราต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆ จึงขอบอกว่า ไม่ว่ากรรมใดๆ ที่เกิดแก่ตัวเจ้าของ ตัวเจ้าของต้องรับเอง เพราะว่าเป็นผู้สร้างกรรมนั้นๆ มาเอง จะโทษใครไม่ได้ ผลของกรรมจะหนักหรือเบา ก็ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าของว่า มีเจตนามากน้อยเพียงไร เมื่อมีผู้ชี้ช่อง ชี้แนะ จะดื้อรั้น ไม่ฟังเสียง ปฏิเสธโดยอาการ หรือโดยการกระทำที่ต่อต้าน ลืมสัจจะที่เคยกล่าวกันไว้ ไม่สนใจเรื่องบุญ ผละละไปทำในเรื่องอื่นแทนทั้งที่มีภาระหน้าที่ เรียกว่าเห็นขี้ดีกว่าข้าว เลือกที่จะไปทางขี้ ไม่เลือกทางข้าว อย่างนี้เรียกว่ามีเจตนาเด่นชัด กรรมหนักหนาสาหัส ก็ตัวเจ้าของเองนั่นแหละกำหนดมันขึ้น ฉะนั้น คำว่า กัมมะปฏิสะระโณ คือเรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เมื่อไม่พึ่งอาศัยกรรมดี ไปพึ่งอาศัยกรรมชั่ว กรรมเบี่ยงเบน ยัง กัมมัง กะริสสามิ ไม่ว่าตัวเจ้าของจะทำกรรมอันใดไว้ กัล๎ยาณัง วา ปาปะกัง วา จะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ ตัวเจ้าของต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆ

วันนี้หลวงตานำเอาเรื่องกรรมที่พระพุทธศาสดาทรงแสดงไว้แล้ว มาแจงตรงนี้ ก้เพราะกำลังสงสารผู้สร้างกรรม ที่กำลังเดินผิด เตือนสติก็แล้ว กดดันก็แล้ว ก็ยังไม่รู้ตัว ยังไม่สนใจ ยังจะหันไปทางขี้ อย่างนี้เห็นทีก็ไม่ไหว แบกรับไม่ได้ก็วางเสีย ถ้าตัวเจ้าของมีบุญมากพอ ก็คงได้เห็นกรรมที่ตนสร้างก่อน อาจจะมีเหตุบางอย่างส่งผลให้ได้รู้สึกก่อน แต่ถ้าหมดบุญ และกรรมที่ตนสร้างนั้นเป็นกรรมหนัก เป็นคุรุกรรม ไม่มีโอกาสเห็นกรรมเล็กก่อน ก็คงได้รับผลกรรมใหญ่ที่เดียว ไม่คุ้มดอกถ้าต้องพิการ ไม่สบายดอกถ้าต้องรับผลนานๆ แต่ก็นับว่ายังมีโอกาส มีโอกาสที่จะได้แก้กรรมแม้จะสายไป ดีกว่าหมดโอกาสถ้าต้องรับผลหนักเลยถึงขั้นกายแตกทีเดียว อย่างนี้ก็เรียกว่าเสียชาติเกิด ที่ร้ายนักคือเสียชาติที่ได้อยู่ใกล้ชิดครูอาจารย์ ที่ทั้งปรารถนาดี และห่วงใยอาทร หวังที่จะให้ได้ดี แต่กลับคิดผิด คิดลบ ทำกรรมเบี่ยงเบน หวังกลบเรื่องให้จบๆ ไป ไม่สนใจคำทัดทานที่ปรารถนาดี เดินหนี เบือนเบื่อ คิดแบบโลกๆ ไม่คิดแบบกรรม อาจจะเพราะไม่เข้าใจ ก็ไม่เป็นไร

ใครที่กำลังเป็นอย่างนี้ หรือเป็นมานานแล้ว เป็นใกล้เคียงอย่างที่ได้แจงแจกเอาไว้แต่ต้น ก็รีบเร่งกระทำให้ถูก ปลูกนิสัยเสียใหม่ สันดานนะขุดได้ไม่เหนื่อย ไม่นานดอก อย่าปล่อยให้พอกจนเป็นสันดอน เพราะว่าเมื่อถึงขั้นเป็นสันดอนแล้ว มันขุดยาก เหนื่อยด้วย บางทีก็ท้อเสียก่อน เพราะว่าขุดลงไปแล้ว มันยิ่งชั้นมากชั้นหนา ก็จะยิ่งแข็ง เลยเลิกขุดเสียกลางคัน ถึงบอกว่าสันดานขุดได้ ไม่ยาก พระพุทธศาสดาทรงชี้แนะเอาไว้แล้ว เราเมื่อได้ศึกษาตาม จึงไม่ยาก แต่เพราะว่าไม่ยอมขุดมันเลยพอกหนากลายเป็นสันดอน ถมทับกันเสียนาน น้ำเสียจากชั้นบนไหลลงไปผสมกลมกลืนกับชั้นล่างที่แข็งอยู่แล้ว ก็เลยยิ่งแกร่งมากขึ้น การจะขุดจะเจาะเลาะออกก็เลยยากยิ่ง

ที่ทำผิดแล้วถูก ครู ทัดทาน เกิดรำคาญก็จึง คิด ผละหนี
จะก่อกรรมทำงาม อีก กี่ที ก็ยังหนีไม่พ้น ผล ของกรรม
ใช่ว่าใครจะทำ ให้ เป็นผล ก็ตัวตนของเจ้า เป็น เจ้าของ
กรรมที่ทำไว้นั้น มัน บั่นทอน กว่าจะรอนกลับมาเกิด คง อีกนาน........


อารมณ์อะไรหนอหลวงตา นี่มาด่าหรือมาสอนแจงให้รู้กันจ๊ะ ฮึฮึ ที่จริงไม่ได้ด่า ไม่ได้ว่า แต่มาแจงให้เข้าใจ สมมุติเรื่องเอาไว้ในใจ โดยมีเรื่องจริงเป็นองค์ประกอบ ก็อดเอาไว้ไม่ได้ คนเป็นครู สันดานก็เป็นครู อย่างไรเสียก็ยังต้องเป็นครู สอนดะไม่ว่าหมาหรือคน จะอยู่บนหรืออยู่ล่าง ถ้ามีโอกาสเป็นต้องสอน ไม่อย่างนั้น จะเรียนรู้มาทำไม ยิ่งได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับหลวงปู่ใหญ่ไว้แล้ว อยากรู้ ถ้ารู้แล้วจะบอกต่ออย่างไม่ปิดบัง ท่านเลยให้โอกาสได้รู้ ได้เห็นกรรมต่างๆ ได้เข้าใจ เพื่อที่ว่าเวลาบอกต่อจะได้ไม่พลาดผิด ไม่เช่นนั้นมันจะติดเป็นกรรมใหญ่ให้กับเจ้าของเอง

อันที่จริงถ้าว่าไป เมื่อสมัยอายุประมาณยี่สิบเศษ ก็ได้มีโอกาสอธิษฐานขอพรให้มีปัญญาเห็นกรรมด้วยเถิด แล้ววันหนึ่ง ในจิตมันก็เกิดเห็นกรรมของเพื่อนคนหนึ่ง สมัยนั้น บริษัทขายเครื่องปรับอากาศของฝาหรั่ง ชื่อ เฟ็ดเด้อร์ ยังดำเนินกิจการอยู่ จำได้ว่ามีเพื่ออยู่คนหนึ่งทำงานที่บริษัทนั้น ลมอะไรไม่รู้หอบเขามาหา นั่งคุยกัน สัพเพเหระ คุยกันไปคุยกันมา เพื่อนก็บอกว่าพรุ่งนี้จะเดินทางไปโคราช จะไปทำตลาดที่นั่น จิตก็แว๊บเข้าไปในเรื่องของเขา มันเห็นเหตุการณ์ต่างๆ แล้วจึงถามกับเพื่อนไปว่า ไปคนเดียวหรือว่ามีคนไปด้วย ก็เพื่อนรักกันมาก คบหากันอย่างสนิทสนม เคยไปมาหาสู่ที่บ้านเพื่อนคนนี้ด้วย มีลูกชายอยู่หนึ่งคน ที่บ้านเพื่อนก็มี แม่ ภรรยา และลูกชายอีกหนึ่งคน เป็นครอบครัวเล็กๆ ที่มีความสุขมาก เจ้าตัวเล็กชื่อว่า ปุ๊ง ถามว่าทำไมชื่อว่า ปุ๊ง ก็ได้รับคำตอบว่า ชอบตดดังปุ๊ง เลยถูกเรียกว่า ปุ๊ง ฮะฮะ ดีเนอะ เอาว่าต่อ ลำดับย้อนหลังพอมีความสุขเล็กน้อย ถามว่าไปคนเดียวหรือว่ามีคนไปด้วย เพื่อนก็คิดว่าถามเรื่องแอบพาใครไปหรือเปล่า เรียกว่าจักรนะ เพื่อนชื่อว่า ประจักร จักรก็หัวเราะยิ้มเปิดเผยเป็นนิสัยของเขา วาจาอ่อนหวาน ที่รักทุกคำ ไม่ว่าจะพูดกับใคร ก็จะเรียกว่าที่รักกันหมด จักรนั้นตัวใหญ่มากสูงร้อยแปดสิบหรือกว่าก็ไม่ได้ถาม เดาเอา รูปร่างก็ล่ำใหญ่ คนตัวใหญ่ๆ พูดหวานๆ น่ารักมาก ใครๆ ไม่เรียกว่าจักร เรียกว่ายักษ์ มากกว่า เอ... ออกไปนอกอยู่เรื่อย ฮึฮึ คนแก่ก็อย่างนี้แหละ จะรู้ว่าแก่หรือไม่ ก็ดูตรงนี้แหละ ชอบพูดเรื่องเก่าๆ ฮะฮาฮ้า

จักรหัวเราะอารมณ์งาม บอกว่าเฮ้ยไม่มี ไปคนเดียว จึงบอกจักรไปว่า ดีแล้ว อย่าให้ใครไปด้วยนะ ต้องไปคนเดียว แต่ก็ไม่บอกอะไรเพื่อนดอก บอกเพียงเท่านั้น แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ก็อย่าบอกนะว่าชื่อประจักร แล้วก็ตั้งชื่อให้เพื่อนไป เขียนไว้ที่นามบัตรของเรา เพื่อนก็หัวเราะแล้วก็รับนามบัตรนั้นใส่กระเป๋าอย่างไม่สนใจเสียบไว้ในกระเป๋าเสื้อเฉยๆ

บ่ายแก่ๆวันรุ่งขึ้น มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น รู้สึกสังหรณ์อย่างไรพิกล นั่งอยู่หน้าโทรศัพท์ เหมือนอย่างกับว่ามีภาระที่ต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่ยอมผละละจากโทรศัพท์ สมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือดอก อย่าบอกนะว่าทำไม่ไม่ถือติดมือไป ฮะฮ้า เด็กรุ่นใหม่ชินเสียแล้วกับมือถือ เอ้าฮุ้ย ฮุ้ย ต้อนเข้าฝูงเข้าทางหน่อย ชอบออกนอกอยู่เรื่อยหลวงตานี่

พอรับโทรศัพท์ ทางต้นสายก็บอกว่า โทรจากโรงพยาบาลสระบุรีนะค่ะ มีคนไข้รายหนึ่งประสพอุบัติเหตุ ในตัวพบเพียงนามบัตรใบนี้ใบเดียว คุณ...รู้จักคนไข้หรือไม่คะ รีบตอบไปว่ารู้จัก ชื่อนายประจักร อาการเป็นอย่างไรบ้าง ทางโรงพยาบาลก็ตอบว่าสาหัส ต้องนำตัวเข้ารักษาในกรุงเทพฯโดยด่วน ถ้าไม่ทันอาจเสียชีวิต วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ เป็นวันหยุด จะทำอย่างไรดีหนอ ติดต่อใครก็ไม่ได้ หัวหน้าเขาเราก็รู้จัก แต่ดันไม่มีเบอร์โทรอยู่ในมือ นึกขึ้นได้ รีบวิ่งขึ้นชั้นบน มีแอร์เฟ็ดเด้อร์อยู่ มีหมายเลขโทรศัพท์ติดอยู่ด้วย รีบจดเบอร์ แล้วก็กลับลงมาโทรศัพท์ไปที่บริษัทนั้นทันที ดีใจจัง บริษัทมาตรฐานนี่ เขามีระบบสมบูรณ์ดียิ่ง โทรปุ๊บ มีคนรับปั๊บ ไม่พูดมาก บอกเลยว่ามีเรื่องด่วน รู้จักประจักรไหม เขาบอกว่ารู้จักครับพี่จักร บอกยามที่รับโทรศัพท์ไปทันทีว่ารีบติดต่อเจ้านายจักรด่วนนะจักรเกิดอุบัติเหตุตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาลสระบุรี ต้องรีบรับตัวกลับมารักษาที่กรุงเทฯด่วน บอกเขาไปด้วยว่าเราเป็นใครชื่ออะไรจะได้ไม่ต้องมามัวรอซักถามกัน

รุ่งอีกวัน หัวหน้าเขาที่เรารู้จักก็โทรศัพท์มาหา บอกว่ารับตัวกลับมาแต่วานแล้ว เข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล...อื่มม... บริษัทฝาหรั่งที่มีมาตรฐานนี่ยอดเยี่ยมจริงๆ แล้วทุกอย่างก็เงียบ ไม่มีข่าวอันใด ก็ดี ไม่มีข่าวต้องไปวัดก็นับว่าไม่ต้องห่วงไปขั้นหนึ่งแล้วละ เหลือเพียงว่า จะเป็นอย่างไรบ้าง หายเมื่อไหร่ พิการไหม ไม่มีข่าวเลย โทรถามก็บอกว่าดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่เป็นไร ดีขึ้นเรื่อยๆ ก็ดีแล้ว ดีกว่าไม่ดีขึ้นเลย ก็ทำมาหากินกันไป

ประมาณหกเดือนให้หลัง มีรถแท็กซี่มาจอดที่หน้าบ้าน แล้วเจ้าจักรก็ถือไม้เท้าเดินมา ยิ้มเหมือนเดิม เฮ้ย ไม่เป็นไรแล้วนี่หว่า ลองมาหาได้แสดงว่าสบายมาก แล้วก็นั่งคุยกัน จักรบอกว่า วันนั้นออกจากออฟฟิส ขับรถมาถึงด้านหน้า เจ้า...ก็โปกรถบอกว่าขอไปด้วย จะไปขอนแก่น รถเกิดเสียกะทันหัน สตาร์ทไม่ได้ รู้ว่าจักรจะไปโคราชถึงโคราชแล้วค่อยต่อรถไปขอนแก่น ก็ไม่ได้คิดอะไร ลืมไปแล้วด้วยซ้ำ ออกจากกรุงเทพฯก็ไปแวะไหว้พระที่ศาลพระกาฬ แล้วก็เดินทางต่อ ถึงมวกเหล็ก มีรถหกล้อบินมา รูดเอากระจกหน้าพร้อมทั้งหลังคาไปหมด รู้ตัวอีกทีก็มีคนมายืนรออยู่ข้างหน้าสามคน ถามว่าชื่อประจักรใช่ไหม ชะรอยจะมีบุญอยู่บ้าง เจ้ายักษ์รีบตอบไปว่าไม่ใช่ ทั้งที่ชีวิตเขาที่ผ่านมาไม่ชอบการโกหก แต่วันนั้นโกหกหรือเปล่าก็ไม่รู้ เขาตอบไปว่าไม่ใช่ ไม่ใช่ หนึ่งในสามก็บอกว่าใช่ เปิดบัญชีแล้ว ชื่อประจักร มาสองคน เกิดอุบัติเหตุที่ตรงโค้ง เพื่อนก็เถียงไปว่าไม่ใช่ ไม่ใช่ อย่างเดียว อีกนั่นแหละ ชะรอยจะยังมีบุญ เพื่อนบอกว่าปู่ที่ศาลพระกาฬมารับรองให้ บอกว่าเขาไม่ได้ชื่อประจักดอก คนที่เป็นหัวหน้าจึงสั่งให้อีกคนไปดูที่อีกโค้งซิ สักครู่ก็กลับมารายงานว่า ที่โค้งนั้นก็มีอุบัติเหตุ ชื่อว่าประจักรมาสองคน เขาบอกว่าชื่อว่าประจักร เจ้าจักรของเราก็รู้สึกตัวแล้วก็รู้สึกว่ามีคนมารื้อ มาปลด มาถอดทุกอย่างอยู่ ก็ร้องไปว่ายังไม่ตายช่วยด้วย ก็ไม่มีใครได้ยิน พอพวกนั้นไปแล้ว รถเก็บศพก็มา พอเห็นว่าร้องโอยโอย อยู่ ก็บอกว่ารอดได้ไง เมื่อกี้นะไม่มีลมหายใจแล้ว ตอนที่เอาเพื่อนอีกคนไปโรงพยาบาลนะ คนนั้นไม่เป็นอะไรเลย ฟกช้ำหมดสติเท่านั้น จึงช่วยกันงัดเอาจักรส่งตัวเข้าโรงพยาบาล

จักรบอกว่าไม่น่าเชื่อ เพื่อนรู้ได้ไง ไม่เห็นบอกอะไรเลย แล้วก็ไม่ได้สนใจด้วย ก็เลยรับเจ้า..ไปด้วย นี่ถ้าไม่มีนามบัตรอยู่ คงตายไปแล้วละพูดแบบอารมณ์ดีสนุกสนานเป็นนิสัยของจักรละ สภาพรถโคโรน่าที่จักรขับไปนั้น มันไม่น่ารอดตายดอก ไม่รู้ว่าเบาะมันหักได้อย่างไร เลยพับไปด้านหลัง ไม่ถูกตัดสองท่อนแค่หนังหัวและกะโหลกเปิดเอง พูดได้เนอะ สมัยเด็กๆ มีเพื่อนคน ขี่จักรยานไปโรงเรียน โดนรถเมล์เฉี่ยวหัวกระแทกเสากะโหลกร้าวยังบอกมึนหัวตลอดเวลา เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง นี่ขนาดนี้ยังพูดได้รู้เรื่องจำความได้หมด นี่คงเป็นเพราะบุญบันดาล และต้องการให้เราได้รู้เรื่องด้วยว่ามันเป็นความจริงที่เห็นนะ เฮอะ เฮอ...

ไม่ได้มาโอ้อวดหรืออะไรทั้งนั้นนะอย่าเข้าใจผิด เพียงต้องการจะพบกับประจักรอีกสักครั้ง เพราะว่าตั้งแต่วันนั้นจนบัดนี้ก็หลายสิบปีแล้ว ไม่ได้พบประจักรอีกเลย ใครที่ได้อ่านเรื่องนี้ รู้จักประจักร ช่วยบอกต่อด้วยว่าหลวงตาปรารถนาจะได้พบกับประจักรอีกสักครั้งนะ ไม่รู้ว่ายังจะอยู่หรือว่าหายไปแล้วก็ไม่มีข่าวเลย ที่จริงก็ไม่น่าจะมีข่าวดอก เพราะว่าหลวงตานั้นเป็นคนชอบหลีกเร้น จึงไม่ค่อยจะได้พบกับใครเปลี่ยนสังคมไปเรื่อยๆ ที่สุดปัจจุบันก็ยังถูกกล่าวหาว่า “ไม่เอาใคร” ก็เพราะว่าได้ศึกษาแล้วว่า พระพุทธศาสดาทรงสั่งสอนเอาไว้ว่า อย่าไปแม้เพียงสอง คือให้ไปไหนไปคนเดียว อยู่คนเดียว ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกัน ก็ในเมื่อรู้รักษาตัวเองได้แล้ว ก็ไม่ต้องไปยุ่งกับใครก็ถูกแล้วนี่ หลวงตาเห็นว่าถูกจริตที่สุดแล้ว ถึงได้เลือกมาบวชไง จะได้อยู่คนเดียว ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับใคร แล้วมาว่าทำไมหนอ ที่ฝึกก็ฝึกเอง ที่รู้ก็รู้เอง ที่ศึกษาพิจารณาก็เองคนเดียว ไม่มีใครเกี่ยวข้องเลย มีแต่จิตที่ท่องเที่ยวไปไหนๆ พบปะอะไร ก็เองคนเดียวทั้งนั้น แล้วตายก็ตายคนเดียว จะไปลากใครมาตายด้วยได้เสียเมื่อไหร่ ดูอย่างเรื่องของประจักรซิ เพื่อนที่อาศัยไปด้วย ก็ไม่เป็นอะไร ตัวเองนะตายไปแล้ว ดีนะที่ยังมีบุญอยู่ เพราะว่าเป็นคนดี มีน้ำใจ ชอบสร้างกุศล ถึงได้รอดกลับมาไง ฮึ ฮึ อะไร อะไร ก็ตัวเจ้าของเองทั้งนั้นแหละ อย่าไปพึงอะไรเลย ถึงเวลา ก็ได้อาศัยพึ่งกรรมของตนเองของตัวเจ้าของเท่านั้นแหละ จำไว้ พึงอะไรไม่ได้นอกจากพึ่งกรรม เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ยัง กัมมัง กะริสสามิ จงสร้างแต่กรรมดี อย่าสร้างกรรมเบี่ยงเบน เมื่อมีผู้ชีช่องบอกทาง ก็อย่ารำคาญ รับเอาไปเถอะ อย่างน้อย โบราณท่านว่า จิ้งจกทัก ก็ต้องระวังตัวไว้บ้าง ถึงขนาดหนักๆ ไม่ตายก็อาจจะคางเหลือง ไม่รู้แปลว่าอะไรเหมือนกัน

วันนี้น่าจะพอได้แล้วนะ เรื่องของกรรมยังมีอีกมากที่จะเล่าเป็นตัวอย่าง นานๆ ก็เอามาคุยกันที เพราะว่ามันไม่มีคนรู้เห็น เรื่องในพระสูตรนะมีตำรา ว่าเมื่อไร แจงเมื่อไร ก็มีหนังสืออ้างอิงได้ เรื่องของหลวงตาก็มีแต่หลวงตาคนเดียวแหละที่รู้ ฮึฮึ

จบละวันนี้ เหมือนอย่างเคย ไม่ตายวายชนม์เสียก่อน ก็จะพาตัวเองมาพิมพ์เรื่องต่างๆ ตามสัญญา แจงให้กระจ่างที่สุดเท่ามีจะกระจ่างได้ วิชชาสามนะหมั่นฝึกฝนเข้าไว้ ตั้งเข็มให้ตรง รับรองไม่หลงแน่
วันนี้ ขอบุญรักษาผู้บำเพ็ญบุญ หมดทุกข์หมดภัย ได้ดั่งใจปรารถนา หลวงตา


ใส่รหัสที่นี่   
กล่องตอบด่วน
Kittiyano

Reply Quote
 
Go to top
ตอบกลับ
เริ่มหัวข้อใหม่
หน้า: 1