ไขปัญหาธรรมบนเว็บบอร์ด

ยินดีต้อนรับ, ผู้เยี่ยมชม
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน.    ลืมรหัสผ่าน?

ไขปัญหาธรรม ตอน ว่ากันต่อเรื่องกรรม
(1 viewing) (1) ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม
Go to bottom
ตอบกลับ
เริ่มหัวข้อใหม่
หน้า: 1
หัวข้อ : ไขปัญหาธรรม ตอน ว่ากันต่อเรื่องกรรม
#113
ไขปัญหาธรรม ตอน ว่ากันต่อเรื่องกรรม 6 ปี, 7 เดือน ก่อน  
วันนี้ว่าเรื่องไม่เข้าข่ายอันตรายดีกว่า มาต่อเรื่องกรรมกันนะ

กรรมเป็นเรื่องต้องศึกษา ต้องวิเคราะห์ เมื่อได้เริ่มต้นศึกษา และได้ฝึกฝนการวิเคราะห์โดยต้องไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ที่เคยกล่าวไว้ ก็คือ ยอมรับเสียแต่โดยดีก่อน เพราะว่า ตัวเจ้าของเป็นหนี้กรรม เมื่อถูกทวงถามก็อย่าบ่ายเบี่ยง อย่าเลี่ยง เหมือนตัวอย่างเรื่องท่านพระอานนท์ จำไม่ได้ว่าได้เคยแจงไว้แล้วหรือยัง ย่อๆ ละกันนะ

ในครั้งนั้น เมื่อพระพุทธศาสดาเสด็จปรินิพพานแล้ว เหล่าสาวกทั้งหลายก็ได้เตรียมการที่จะรวบรวมสังคายนาคำสั่งสอนทั้งหมดของพระองค์ โดยมีท่านพระมหากัสสปะเป็นหัวหน้า ซึ่งได้รับคำสั่งจากพระพุทธศาสดาไว้ก่อนแล้ว ว่าจะสังคายนาได้ก็ต้องมีพระอรหันต์สาวกจำนวนห้าร้อย มาพร้อมเพรียงกัน โดยจะต้องมีพระอานนท์อยู่ด้วย ครั้งนั้น รวบรวมพระอรหันต์สาวกได้สี่ร้อยเก้าสิบเก้า ขาดแต่ท่านพระอานนท์ ซึ่งยังไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ท่านมหากัสสปะ และหมู่สาวกประชุมพร้อมกัน แล้วก็ตั้งคำถามถามท่านพระอานนท์ถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ได้สดับมาจากพระพุทธศาสดา เพราะเธอได้ขอพรจากพระพุทธศาสดาไว้แล้วว่า แม้ว่าพระองค์เสด็จแสดงธรรม ณ ที่ใดโดยไม่มีท่านพระอานนท์ ก็ขอพระองค์ได้โปรดแสดงซ้ำให้ท่านพระอานนท์ได้สดับและจดจำไว้ด้วย พระพุทธศาสดาทรงให้พรข้อนี้แก่ท่านพระอานนท์ ฉะนั้นเรื่องในพระไตรปิฏก จึงขึ้นต้นว่า “ เอกัง สมยัง ภควา.......” คือเป็นเรื่องที่ท่านพระอานนท์เล่าสืบทอดให้เหล่าพระอรหันต์สาวกทั้งหลายได้รับฟังเมื่อถูกถาม

แต่ทั้งหมดที่ท่านพระอานนท์ แจงมานั้น ยังเชื่อถือไม่ได้ เพราะว่าท่านพระอานนท์ ยังไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ที่สุด ที่ประชุมก็ลงความเห็นกันว่า ให้เวลาท่านพระอานนท์ อีกสามสิบวัน ถ้าแม้นไม่สามารถ ก็คงไม่ได้สังคายนากัน ในครั้งนั้น เมื่อท่านพระอานนท์ถูกซักถามครั้งใด ก็มักจะโต้เถียง ยกเหตุ ยกผลต่างๆนานา มาเพื่อเอาตัวออกจากความผิดความรับผิดชอบ โดยอ้างว่าไม่รู้บ้าง ไม่ทันคิดบ้าง ไม่ได้ทำบ้าง ไปเรื่อย

จึงได้มีการตัดสินว่า การครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับท่านพระอานนท์แล้ว ฝ่ายท่านพระอานนท์ซึ่งได้รับการพยากรณ์ว่าจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ เธออยู่ในอริยะเบื้องต้น เป็นพระโสดาบันบุคคล แต่เพราะความที่เธอได้อยู่ใกล้ชิดพระพุทธศาสดา ได้อุปฐากพระองค์อย่างใกล้ชิด และด้วยมีความทรงจำเป็นเลิศ เธอจึงยังคงมีความลำพองอยู่ แต่เธอก็ได้เพียรพยายามฝึกฝนตนเองให้เป็นพระอรหันต์ให้ได้ แต่ก็ไม่สามารถ คิดทบทวนต่างๆ นานา ก็หาคำตอบตนเองไม่ได้ นี่ก็เพราะเธอยังติดอยู่ในสัญญา ทำความเพียรมากใช่ว่าจะไม่ได้ผล แต่ว่าผลยังไม่ได้เท่านั้นเอง ต่อเมื่อวันเวลาผ่านไป ใกล้จะสิ้นสามสิบวันแล้ว เธอก็ยังไม่ได้สำเร็จดั่งใจ

จึงที่สุด ในคืนสุดท้ายที่ยี่สิบเก้า เธอก็ยอมแพ้ ไม่ได้ยอมแพ้ต่อความเพียรนะ แต่ว่ายอมแพ้ต่อความลำพองของตนเอง โดยคิดสอนตนเองว่า เอาเถิด ในเมื่อเราไม่สามารถเข้าไปสู่ในท่ามกลางที่ประชุมโดยเป็นส่วนหนึ่งในห้าร้อย ก็ไปช่วยเขาด้วยการนั่งสงบรออยู่ด้านนอกเถิด เมื่อที่ประชุมต้องการทราบเรื่องใด ก็จะได้เล่าถวายให้ที่ประชุม ได้พิจารณา การที่ท่านพระอานนท์เธอยอมแพ้ต่อความลำพอง ความยโส ความถือตนว่าเหนือกว่า ทำให้เธอยอมศิโรราบต่อเหล่าพระอรหันต์สาวกทั้งหลายในที่ประชุมแล้ว เมื่อเธอไปปรากฏต่อหน้าที่ประชุม เมื่อท่านพระมหากัสสปะผู้เป็นหัวหน้า ถามคำถามเดิมเดิม เธอก็ยอมรับผิดในทุกเรื่อง ที่เป็นเช่นนั้นที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะเธอเขลา รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถ้าแม้นว่าเธอมีปัญญาสักนิด ไมถือตนเองว่าได้อยู่ใกล้ชิดพระพุทธศาสดา เธอก็คงจะได้ปรึกษาถามความแก่ท่านผู้เป็นพระมหาเถรทั้งหลาย ว่าเรื่องนั้นควรทำอย่างไร เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไร จะต้องแก้ไขอย่างไร แต่เพราะเธอยังสอนตนเองไม่ได้ ทั้งที่อยู่ใกล้พระพุทธศาสดา ก็เหมือนยืนอยู่คนละฝากฝังไกลกันเสียจนเอื้อมไม่ถึง ที่ผ่านมานับว่าเสียเวลายิ่งนัก มานะ นี่ช่างร้ายเหลือ เมื่อเธอคลายมานะลง ตัดสินใจยอมเป็นข้าทาสรับใช้ เราท่านทั้งหลายถึงได้มีพระไตรปิฏกไว้เป็นพระศาสดาแทนพระพุทธองค์ผู้ทรงเสด็จปรินิพพานแล้ว

นี้ ก็จะเห็นได้ว่า ผู้รู้ย่อมเป็นผู้เบาไม่หนัก เป็นผู้อ่อนไม่กระด้าง เป็นผู้ที่จางแล้ว ไม่ขุ่นแล้ว เป็นผู้ที่ตกตะกอนแล้ว ชำระตะกอนทั้งหลายแล้ว เป็นผู้ยอมรับ ไม่เป็นผู้โต้เถียง เป็นผู้ยอมแพ้ เป็นผู้ศิโรราบ เป็นผู้ที่บาปจางแล้ว ไม่เจือปนอีกแล้ว ไม่ล่วงละเมิดในสิ่งใดๆของผู้อื่นที่ยังไม่อนุญาต ไม่หยิบ ไม่จับ ไม่แตะ ไม่แล แม้ในจิตก็ไม่มีที่ว่างสำหรับสิ่งอื่นใดนอกจากความว่างที่เต็มเปี่ยม

การสร้างกรรม ที่จะมาให้ถึงพร้อมเช่นนี้ ก็คือความเพียรในคำสอนขององค์พระพุทธศาสดา อาศัยธรรมทั้งหลาย รวมกัน ร่วมกัน ประกอบกัน โดยไม่จำกัดกาล เมื่อใดที่มรรคสมังคี เมื่อนั้นความเพียรก็ส่งผล ขอเพียงมีความเพียรกำจัดตนเอง เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว กำจัดสิ่งโสโครกที่เรียกว่า สะจิตตะปริโยทะปะนัง นั่นแหละ ธรรมข้อใดหรือที่นำมาเพื่อการนี้ ก็เพียงข้อเดียวคือความเพียร มีอยู่แล้วในมงคลสามสิบแปดประการ ที่ได้แสดงไว้แล้วเป็นสังเขป ถ้าได้ดำเนินไปตามนั้น จะเมื่อใดก็ได้ที่รู้ตัว อย่างเช่นท่านพระอานนท์ หนทางแห่งความสว่างก็ย่อมต้องเกิดขึ้น

สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง ก็คือการแก้ไขตนเอง ตั้งแต่ต้นมาจนถึงอัตตสัมมาปณิธิ ในมงคลสามสิบแปด
กุสะลัสสูปะสัมปะทา ก็คือการสร้างตน ตั้งแต่พหุสัจจะ เรื่อยมาจน อัปปะมาโท จะ ธัมเมสุ ในมงคลสามสิบแปด
สะจิตตะปริโยทะปะนัง ก็คือการชำระจิตตน ตั้งแต่ คาระโว จะ เรื่อยไป ถึงเท่าไรก็เท่านั้น ถึงเขมัง ก็ พ้นภัย ได้ดั่งใจปรารถนา

ไม่ยากเนอะ ไม่ต้องเรียนรู้มาก พระพุทธศาสดาทรงพระปัญญาอันยิ่ง นำเอาความรู้ทั้งหมดที่จำเป็นและย่นย่อ มาตอบคำถามของเทวดา ที่ถามเรื่องมงคลในการดำเนินชีวิต เพราะความเข้าถึงถ่องแท้ในธรรมทั้งมวล พระองค์จึงแสดงธรรมอย่างง่ายและพิสดารลึกซึ้ง แต่ฟังไม่ยาก ปฏิบัติตามไม่ยาก เรียงลำดับเป็นขั้นตอน เอาไว้อย่างหมดจรดสมบูรณ์ วัยไหน อย่างไร ได้เท่าไร พระองค์เรียงไว้ให้เรียบร้อย เมื่อใดที่เริ่มต้น ก็มีที่จบแน่นอน เหลือเพียงมีความเพียรหรือไม่ ไม่ต้องพูดกันเรื่อง โพธิปักขิยะธรรมสามสิบเจ็ดประการ ให้ต้องรำคาญหัวใจคนไม่รักไม่ชอบ เอาเรื่องง่ายๆ ปฏิบัติอยู่แล้ว นำเอามาเรียงร้อยให้ตรงทิศทาง จัดลำดับก่อนหลัง นี่เรียกว่าทรงพระปัญญาอันเลิศ ใครทำได้เท่าไร ก็เห็นได้ทันที่ มีทีอ้างอิง ไม่สับสน ไม่หลงทางแน่นอน

เราท่านทั้งหลาย การทำความดีนั้นไม่ยาก อย่างที่หลวงตาบอกเป็นประจำว่า ยากตรงที่ไม่ยอมเริ่มทำ เพราะมัวแต่เกี่ยงงอน ต้องมีฤกษ์ ต้องมียาม ต้องรอเมื่อนั้นเมื่อนี้ ก็ลองเอามงคลสามสิบแปดประการมาตีแผ่ดู แล้วถ้าไม่ทำให้ได้ตามนั้น ก็แล้วจะไปโทษใครเล่า ถ้าไม่โทษเครือเถาเหล่ากอของตนเองที่ไม่สอนสั่งกันมา ไม่ยอมศึกษา บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา แต่หาแก่นสาระไม่ได้ ต่อไปนี้ก็เอาแค่นี้แหละ มงคลสามสิบแปด สอนกันให้จริงจัง ให้ถูกตามพระบาฬี อย่าตีความเลี่ยง ตรงความเป็นจริงเข้าไว้ ไม่นานชาติไทยก็จะได้มากไปด้วยคนดี แล้วชาวศิวิไลซ์ก็จะเกิดขึ้นแน่นอน

วันนี้จบเพียงแค่นี้ มาขยายความแจงต่อจากเรื่องเดิมๆ ที่เคยสาธยายมาแล้ว เอามากระชับให้แน่นขึ้น เหมือนหนึ่งมาขันเชนาะที่กำลังอ่อนให้กระชับไม่ขยับหนี จะได้ได้ดีกันโดยทั่วหน้า ชาวประชาจะได้ฟ้าใสกันเสียที

เช่นเดิม ไม่วายตายเสียก่อน ก็จะได้มาย้อนเล่าสู่กันอีกต่อไป บุญรักษา


ใส่รหัสที่นี่   
กล่องตอบด่วน
Kittiyano

Reply Quote
 
Go to top
ตอบกลับ
เริ่มหัวข้อใหม่
หน้า: 1