ไขปัญหาธรรมบนเว็บบอร์ด

ยินดีต้อนรับ, ผู้เยี่ยมชม
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน.    ลืมรหัสผ่าน?

ไขปัญหาธรรม ตอน สืบเนื่องมาจากเรื่องกรรมเบี่ยงเบน
(1 viewing) (1) ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม
Go to bottom
ตอบกลับ
เริ่มหัวข้อใหม่
หน้า: 1
หัวข้อ : ไขปัญหาธรรม ตอน สืบเนื่องมาจากเรื่องกรรมเบี่ยงเบน
#111
ไขปัญหาธรรม ตอน สืบเนื่องมาจากเรื่องกรรมเบี่ยงเบน 6 ปี, 10 เดือน ก่อน  
สืบเนื่องจากเรื่องกรรมเบี่ยงเบน


หายไปเสียนาน ก็เนื่องมาจากสุขภาพระยะหลังนี้ไม่ค่อยจะดี จะกลับอยู่เรื่อยไป หลังจากที่ล้มป่วยเมื่อประมาณปีเศษที่ผ่านมา ทำให้สุขภาพที่เคยนึกว่าแข็งแรง เปลี่ยนหน้าเป็นหลังเลยละ ง่อนๆแง่นๆ มาปีเศษแล้ว อะไรๆก็ไม่แน่นอน แม้กระทั่งลมหายใจที่เราๆ ไม่เคยใส่ใจ ก็ไม่แน่นอน มันจะหยุดเสียเมื่อไรก็ไม่บอก อยู่ไม่อยู่หายใจไม่ออกหน้ามืด คนหายใจไม่ออกก็หน้ามืด คนนอกมองเห็นว่าหน้าเขียว แก้ไม่ทันก็กลับ หลับไม่ตื่น ฮึ ฮึ สำคัญที่จิตก่อนจะหลับไม่ตื่นนี่ซิ ต้องไม่ห่วง ไม่กลัว ไม่มีอะไรคั่งค้าง ปล่อยวางได้ก่อนอยู่ตลอดเวลา การงานก็ไม่คั่งค้าง อะไรที่สมควรก็ทำเสียให้เสร็จ อย่าให้มีกังวล อะไรที่ต้องสอนก็รีบสอนเสีย อะไรที่ต้องว่ากล่าวตักเตือนก็ทำเสียให้เสร็จ จะได้จบเป็นเรื่องๆ ไม่มีอะไรคั่งค้าง

สะจิตตะปริโยทะปะนัง คือกิจที่ต้องกระทำอยู่เป็นประจำตลอดเวลา จะว่าทุกลมหายใจก็น่าจะได้ หรืออย่างน้อยก็วันละสิบสองเวลา หรืออย่างไม่ได้ไม่ได้ก็ห้าเวลา ถ้ายุ่งมากงานเยอะก็อย่างน้อยสองเวลา แล้วชีวิตจะไม่ตกทุกข์ ส่วนผู้ที่ไม่เอาเลย เห็นทีจะคั่งค้างอีกนาน พอต้องตายเพราะกายแตก ก็ไปที่ชอบที่ชอบแน่นอน จะเถียงว่าไม่ชอบ ไม่เอาเวลาที่มรณาสันนวิถีจิตมาถึงก็ไม่ได้ เพราะว่ากรรมที่ทำไว้มันฟ้องว่าชอบสิ่งใด ก็ต้องไปรับผลสิ่งนั้นแน่นอน

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ก็ต้องทำให้จิตเสพคุ้นกับกรรมที่ดี วิถีจิตจะได้จดจำในสิ่งที่ดี เมื่อเวลามาถึง จิตนี้เป็นอัตโนมติ ย่อมเดินไปตามวิถีของมันที่เป็นอย่างนั้นประจำแน่นอน เหมือนระบบ Fail-safe ถ้าว่าได้มีการโปรแกรมเอาไว้แล้ว จะเป็นแบบธรรมดาหรือว่ามีการเขียนโปรแกรมการสั่งงานไว้ในซอฟต์แวร์ ต่างก็เหมือนกันคือ เมื่อไรที่ขาดการควบคุมให้กลับไปยังจุดที่ปลอดภัยที่สุด โดยมีการตั้งค่าความปลอดภัยไว้แล้ว

จิตก็เหมือนกัน ถ้าได้สอนสั่งอบรมบ่มเพาะจนเป็นนิสัยติดไว้ในสันดาน เมื่อถึงเวลาอันขาดการควบคุม ก็สั่งการไว้แล้วว่าจะต้องทำอะไร จิตนี้เป็นอัตโนมัติ ย่อมเดินเข้าสู่ขบวนการที่ได้กำหนดสั่งการเอาไว้แล้ว มีบางคนจำนวนไม่น้อยเมื่อได้เรียนรู้ว่าจิตสุดท้ายสำคัญยิ่ง ก็เลยพูดและสอนกันไปว่า ชีวิตนี้ทำอะไรก็ทำไปเถอะ แต่เมื่อใกล้จะตายก็ให้หันมาทำความดี เวลาตายจะได้ไปที่ดีไม่ตกนรก ก็ยังดีที่ยังกลัวนรก

แต่ความจริงแล้ว สะจิตตะปริโยทะปะนังที่พระพุทธศาสดาทรงสั่งสอนเอาไว้นั้น เป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่ตลอดเวลา อันเนื่องมาจากอกุศลกรรมที่ทำไว้มีมากเหลือเกินที่จะนับได้ ส่วนกุศลกรรมนั้นค่อนข้างที่จะน้อย เอาง่ายๆ วันหนึ่งๆที่เรามีลมหายใจใช้ชีวิตอยู่นี้ เราทำชั่วกับทำดีมากน้อยต่างกันเท่าไร เราพูดชั่วกับพูดดีต่างกันเท่าใด เราคิดชั่วกับคิดดีต่างกันเท่าใด เอามาบวกมาคูณกันดู ก็จะรู้เองว่าในร้อยแปดประการนั้น มันหนักไปทางไหน ถ้าทุกวันชั่งได้ว่าดุลย์ ก็ไม่ต้องห่วงอะไร เป็นผู้พิพากษาแน่นอน เพราะว่าท่านรู้ดีรู้ชั่วเท่าเทียมกัน จัดการบริหารกรรมได้อย่างสมดุล ย่อมเป็นผู้พิพากษากรรมได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง คนอย่างนี้หายาก

ว่าออกนอกเรื่องมาเสียยืดยาว เอาเข้าเรื่องดีกว่า เมื่อได้นำเสนอเรื่องกรรมเบี่ยงเบนไปแล้ว ก็พอดีคุณต้น เขามากราบนมัสการถวายงานให้หลวงตา ได้คุยกัน แล้วเธอก็ถามว่า ที่หลวงตาเขียนเอาไว้ว่า ต้องแบกรับกรรมนั้นนะ เป็นอย่างนั้นหรือ ก็ตอบไปว่าใช่ แต่จำได้ว่าไม่ได้อธิบาย ดูเหมือนว่ามีผู้คนมาเยี่ยมเยือนอยู่หลายคนหรืออย่างไรก็ไม่แน่ใจ ความจำดูเหมือนจะเลอะเลือน ไม่เป็นไร วันนี้ก็เลยมาไขข้อข้องใจให้ไว้เสียตรงนี้ เพื่อว่าคนอื่นๆ ที่ได้มาอ่านแล้วจะได้รู้ด้วย

เปรียบง่ายๆ เหมือนนายประกัน ถ้าลองได้เข้าไปค้ำประกันใครไว้แล้ว ก็เป็นอันว่าต้องรับผิดชอบคนๆนั้น หรืออย่างที่เคยสอนให้นายต้นอ้วนฟังบ่อยๆ คนละต้นกันนะ ให้เปรียบเหมือนเศรษฐีใจบุญ เมื่อตั้งไว้ว่าจะแจกทาน ผู้คนก็จะหลั่งไหลมา ที่สมหวังก็โมทนา ที่ผิดหวังก็ก่นด่า นี้เป็นธรรมดา ในเรื่องของจิตก็เช่นกัน ถ้าไม่เจาะจงหรือไม่กำหนดขอบเขตเอาไว้ ก็จะต้องรับผลเช่นเดียวกัน ต่อเมื่อมีการกำหนดขอบเขต ไม่ว่าจะกรรมในโลกปัจจุบันหรือกรรมในโลกของจิต ก็จะมีบ้างที่เข้าใจว่ามาไม่ทัน ก็ยอมรับได้ อาจจะมีการขอร้องอ้อนออดขอความเห็นใจบ้าง ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่ว่าอะไร หรือบางพวกก็จะไม่ยอมทั้งนั้น ตั้งหน้าจะด่าว่าอย่างเดียว จะหาเรื่องเอาผิดกับคนแจกอย่างเดียว อันนี้ก็เป็นธรรมดา ไม่ว่าจะโลกมนุษย์หรือเรื่องของจิต อย่าสงสัย เอาเรื่องมนุษย์ห้าอย่างมาจับวิเคราะห์ดูก็จะรู้เข้าใจได้ง่าย

ฉะนั้น ไม่ว่าจะทำเรื่องใดๆ หลวงตาจึงได้สอนเอาไว้ตลอดเวลาว่าต้องกำหนดด้วย กำหนดอะไร อย่างไร แค่ไหน เมื่อไหร่ ทำไม ก็ศึกษาเอาจากเรื่องที่ผ่านๆมา จะเห็นได้ว่า ผู้ที่มีศรัทธามากมายเปี่ยมล้นจะได้รับผลมากกว่า เป็นเช่นนั้นแน่นอน จึงต้องมีศรัทธาเป็นเครื่องนำด้วย ส่วนผู้มีปัญญาเป็นเหตุนำจะส่งผลช้าแต่ว่าหนักแน่น ส่วนผู้ที่มีแต่ความหลง จะส่งผลช้าด้วยไม่แน่นอนด้วย ทำจิตให้ได้อย่างไร ก็ลองคิดหาวิธีกำหนดเอาละกันนะ หลวงตาได้สาธยายมามากแล้ว ลองอ่านนิทานประกอบนะ

ครั้งนั้น เศรษฐีผู้มีทรัพย์มากได้กำหนดว่าจะแจกทานเป็นอาหารและของแห้ง ผู้คนก็หลั่งไหลมามากมาย มีหญิงผู้มีกรรมคนหนึ่ง ผิวพรรณดีงาม แต่เพราะมีกรรมร่วมกับมารดา จึงอยู่ในช่วงรับกรรม นางก็ได้ไปเข้าแถวรอการแจกอาหาร นางไปล่าช้าจึงได้เข้าแถวอยู่หางๆแถว เมื่อคนแจกทานแจกถึงคนที่อยู่หน้านาง ก้ปรากฏว่าทานหมด นางก็อดได้รับทานนั้น ผู้เป็นหัวหน้าก็สังเกตเห็นว่านางนั้นคงต้องเป็นผู้มีกรรมหนักแน่นอน รุ่งอีกวัน ก็ด้วยสงสารจึงวางอุบายว่า ให้คนแจกทานแจกแต่หางแถวมาก่อน วันนั้นนางรีบมาเข้าแถวได้อยู่ส่วนหน้า เมื่อแจกทานมาถึงก่อนนาง ก็หมดอีก ผู้เป็นหัวหน้าก็สังเกตเห็นเช่นนั้นด้วย วันรุ่งขึ้นก็วางอุบายว่าจะแจกจากตรงกลางแถวออกไป วันนั้น หญิงมีกรรมนางนั้นก็อ้อยอิ่ง ทำมาสายเสียจะได้อยู่หางแถว ก็เป็นเช่นเดิม เมื่อแจกจากกลางแถวมาถึงนางก็หมดอีก ที่สุดผู้เป็นหัวหน้าจึงได้ถามไถ่นาง จึงได้รู้ว่านางนั้นมีกรรมแน่นอน เดิมเป็นบุตรีเศรษฐี แต่เพราะมีกรรม ครอบครัวจึงแตกเหลือนางกับมารดา ก็ระหกระเหินร่อนเร่ไปในถิ่นต่างๆ ผู้เป็นหัวหน้าจึงให้นางมาแต่เช้าเข้าแถวในส่วนหน้าในวันรุ่งขึ้น เพื่อที่จะได้สั่งการให้แจกทานตามปกติ นางก็เดินทางมาแต่หัวรุ่ง มารอเข้าแถวเป็นอันดับแรก ขณะเดียวกันนั้น ผู้เป็นหัวหน้าก็ได้เชิญท่านเศรษฐีมาชมการแจกทาน ท่านเศรษฐีก็แจกทานในลำดับแรก สังเกตเห็นนางก็ถามไถ่ที่สุดก็รู้ว่าเป็นเพื่อนเศรษฐีที่เคยคุ้นมีคุณต่อกัน จึงได้รับนางและมารดามาอุปการะสืบไป

เรื่องนี้เกี่ยวกันหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพียงนึกออกในเวลานี้ว่ามีเรื่องเช่นนี้ในนิทานธรรม ก็จึงนำเอามาเล่าสู่กัน ให้ได้เห็นถึงเรื่องของกรรม และอุปการคุณ ส่วนเรื่องจะต่อไปอย่างไร ก็ลองพิจารณาเอาเอง เศรษฐีอาจจะเดือดร้อนเพราะเข้าไปแบกกรรม หรือหญิงนั้นและมารดาหมดกรรมเพราะได้เจอผู้มีบุญมากมีอุปการคุณมาก ก็เป็นเรื่องของกรรมทั้งสิ้น อ่านเรื่องแล้วลองพิจารณาดู

วันนี้ หลวงตาขอเท่านี้ก่อน ลุกมาแต่ตีสามกว่า นี่ก็ใกล้จะหกโมงครึ่งแล้ว จากที่มึนๆ ก็เบาลง ได้สาธยายเรื่องกรรมแล้วรู้สึกว่าจะได้รับการปล่อยกรรมลงบ้างบางส่วน คงไม่ว่ากระไรกันนะ ถ้ายังมีชีวิตพอมาสาธยายได้ก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ส่วนถ้าตายไปเสียแล้วก็ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องห่วง ได้สอนสั่งเอาไว้มากแล้ว อาจจะมีผู้รู้มาบรรยายสานต่อให้ก็เป็นได้

ขอบุญจงรักษาผู้บำเพ็ญบุญ

หลวงตา


ใส่รหัสที่นี่   
กล่องตอบด่วน
Kittiyano

Reply Quote
 
Go to top
ตอบกลับ
เริ่มหัวข้อใหม่
หน้า: 1