ไขปัญหาธรรมบนเว็บบอร์ด

ยินดีต้อนรับ, ผู้เยี่ยมชม
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน.    ลืมรหัสผ่าน?

ไขปัญหาธรรม เรื่อง จิตปรุงแต่ง
(2 viewing) admin, (1) ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม
Go to bottom
ตอบกลับ
เริ่มหัวข้อใหม่
หน้า: 1
หัวข้อ : ไขปัญหาธรรม เรื่อง จิตปรุงแต่ง
#104
ไขปัญหาธรรม เรื่อง จิตปรุงแต่ง 3 ปี, 10 เดือน ก่อน  
จิตปรุงแต่ง

มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา ธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้น ล้วนมีจิตเป็นตัวนำ ธรรมทั้งหลายที่สัตว์ในสามสิบเอ็ดภพภูมิดำเนินไป ในภาษาไทยแบ่งแยกออกเป็นส่วน ดี กลาง เลว คำว่าธรรมและกรรม จัดได้ว่าเป็นคำกลาง เช่น คนดีย่อมทำกรรมดี คนชั่วย่อมทำกรรมชั่ว ฯลฯ

ก็ด้วยเหตุแห่งจิตเป็นตัวนำในการสร้างกรรมนี้ สัตว์ทั้งสามสิบเอ็ดภพภูมิต่างก็ปรุงแต่งกรรมทั้งหลายด้วยจิต แล้วจึงแสดงออกทางอารมณ์ นำให้กายดำเนินกรรมนั้นไปจนสำเร็จ หรืออาจไม่สำเร็จด้วยเหตุต่างๆ ก็ตาม ล้วนต้องอาศัยจิตเป็นตัวปรุงแต่งทั้งสิ้น

มนุษย์จัดได้ว่าอยู่ในภูมิกลาง การสร้างกรรมก็มีต่างกัน ดังได้เคยกล่าวไว้แล้วในเรื่องการแบ่งมนุษย์ออกเป็นห้ารูปแบบ อันขึ้นอยู่แต่กรรมที่แสดงออก การที่จะได้สภาพเกิดในภพต่างๆ นั้น ก็ต้องอาศัยการสร้างกรรมเป็นเหตุ

มนุสมนุโส นับได้ว่าเป็นกลาง เมื่อสร้างกรรมฝ่ายดีมากจนถึงระดับที่ละอายและเกรงกลัวต่อผลของบาปเวรแล้ว ก็ได้สภาพเกิดตั้งแต่ยังไม่กายแตกเป็น มนุสเทโว เมื่อกายแตก จิตที่กอปรไปด้วยคุณความดี ก็ได้สภาพเกิดเป็น โอปปาติกะ ฝ่ายบุญที่เราทั้งหลายเรียกว่า เทวดา ส่วนมนุสมนุโสที่สร้างกรรมไม่ดีหรือที่เรียกว่ากรรมฝ่ายบาป หนักบ้าง เบาบ้าง ปรุงแต่งจิตให้ดีไม่ได้ หรือดีได้แต่ไม่พอ มีอารมณ์หวั่นไหว ไม่สงบ มีความโลภมากบ้าง น้อยบ้าง ไม่อาจสามารถดัดจิตให้ปรุงแต่งในทางที่ถูกที่ควร ที่ดีกว่า ย่อมนำให้กายนี้สร้างกรรมได้ต่างๆนาๆในทางฝ่ายบาป ที่หนักมากหน่อย ก็ได้สภาพเกิดด้วยการแสดงอารมณ์ภายในหนักเบาไปตามกรรมที่จิตปรุงแต่ง หรือเห็นได้ทางกายด้วยยับยั้งอารมณ์ไว้ไม่ได้ เมื่อกายแตกที่หนักหนามาก ก็ได้สภาพเกิดเป็นโอปปาติกะฝ่ายบาป ที่เราทั้งหลายเรียกว่า สัตว์นรก ส่วนที่เบามาหน่อยมีความโลภประกอบหลง แต่ขาดโทสะเป็นเหตุนำ ก็ได้สภาพเกิดเป็น เปรต ส่วนพวกที่มีโทสะนำแต่ไม่ตลอดเช่นพวกที่ชอบบอกว่าโกรธง่ายหายเร็ว มีความโลภและหลง มีความหลงจึงโลภ มีความโลภจึงหลง เมื่อกายแตกก็ได้สภาพเกิดเป็น สัตว์เดรัจฉาน

การจะได้สภาพเกิดเป็นมนุษย์ ต้องมีความฝักใฝ่ อาศัยการสร้างกรรมดี มีการบำเพ็ญบุญอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็น ทาน ศีล ภาวนา เมื่อถึงคราที่จะทำกิจใดก็มีจิตฝักใฝ่อยู่ในกิจนั้น ไม่คลายเคลื่อนไปง่าย แม้ไม่เป็นบุญหนัก แต่เป็นอาจิณกรรมทางฝ่ายดี เมื่อมรรคทั้งหลายสามัคคีกัน ก็มีโอกาสได้เกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง เพื่อให้ได้สร้างกรรมใหม่ ถ้าจิตเดิมเติมเต็มไปด้วยกรรมใด ใน โลภะ โทสะ โมหะ เมื่อแรกเกิดก็จะแสดงออกให้ได้เห็น ถ้ามารดาบิดาได้เรียนรู้ถึงคำสอนสั่งของพระพุทธศาสดา ตัวอย่างเช่น ในเรื่องมงคลสามสิบแปด เพียรพยายามดัดคัดให้อยู่ในกรอบแต่คุณความดี ให้เป็นอาจิณกรรม อย่างน้อยก็เกิดความละอาย มีความเกรงในบาปบ้างไม่มากก็น้อย โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงนิสัยก็มีได้มาก ถ้ามารดาบิดารวมถึงหมู่ญาติ ทั้งที่เป็นผู้น้อยและผู้ใหญ่ ไม่สนใจศึกษา เอาอารมณ์ปรารถนาของตนเป็นใหญ่ ยิ่งเป็นฝ่ายต่ำ สนับสนุนให้ทารกทาริกาเหล่านั้น สร้างกรรมด้วยความหลงผิดในธรรม จิตเดิมของทารกทาริกาที่ได้รับโอกาสมาเกิดเป็นมนุษย์ก็ถึงกาลอันสิ้น ที่จะรอโอกาสข้างหน้าเมื่อเติบใหญ่ก็รู้เองนั้น เห็นทีจะยาก ในผู้ที่เคยฝึกฝนตั้งแต่เยาว์วัย เมื่อเข้าสู่กลุ่มสังคมเพื่อนพ้อง ถ้าไม่เข้าใจหลักการในการคบมิตร น้ำดีจำนวนน้อยไม่อาจทำน้ำดำให้ใสได้ฉันใด มนุษย์ก็เช่นกัน ย่อมถูกจิตอันปรุงแต่งกรรมไปทางฝ่ายชั่ว ชักนำให้เสียได้ไม่น้อยก็มาก จนถึงขั้นที่เรียกว่าสายเกินแก้ก็ได้

ฉะนั้น ไม่ว่าสัตว์ใดๆ ในสามสิบเอ็ดภพภูมิ ต่างก็ต้องอาศัยจิตปรุงแต่งทั้งสิ้น ในผู้ที่จะฝึกฌาน ก็ยังต้องอาศัยจิตปรุงแต่งนิมิตขึ้นมา ด้วยปัญญาอันน้อยนิดที่เป็นธรรมดาของสัตว์ ถ้าว่าได้รับการอบรมบ่มเพาะมาในทางถูก ก็จะสามารถปรุงแต่จิตให้ไปในทางที่ถูกที่ควร ชักนำให้เกิดปัญญารู้ในทางที่ถูกที่เจริญ เพียรพยายามฝึกฝนตน ตำเนินชีวิตไปตามครรลองของธรรมอันงาม ศึกษาพระธรรมคำสอนขององค์พระพุทธศาสดา เข้าใจในธรรมอันยิ่งที่เรียกว่าอภิธรรม ในสภาวะของจิต ในการสร้างกรรมในรูปแบบต่างๆ ปรุงแต่งจิตให้อยู่ในของเขตุของคุณความดี ที่สุดก็สามารถเอาตัวรอดได้ ไม่มากก็น้อย หรือที่สุดก่อนที่กายนี้จะแตกดับลง ก็อาจจะนำตัวตั้งตรงมุ่งจิตสู่พระนิพพานได้ ด้วยหลักง่ายๆ ของมงคลสามสิบแปดที่พระพุทธศาสดาได้ตรัสสอนเอาไว้ ทำความเข้าใจให้ถูก ลดละกิเลสลงเสียบ้าง ให้มีช่องว่างของกิเลสให้มาก ที่สุดก็สามารถตัดได้ เมื่อเข้าใจเข้าถึงก็พ้นภัย อาจได้ดังใจหมายในที่สุดของกาลเวลาที่ดำเนินจิตมา หมดกิจก็สิ้นทุกข์สามารถพบกับสุขนิรันดร์ก่อนกาลอันควร ก็นับได้ว่ามีบุญวาสนาที่สั่งสมมาดีเลิศ ถ้าไม่ได้ก่อนตายก็ใกล้ตายให้ทำได้ก็ดียิ่งยวดแล้ว

จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นกรรมดี หรือกรรมชั่ว ก็ล้วนต้องอาศัยจิตปรุงแต่งทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าของเองว่าจะยอมรับหรือไม่ บางครั้งจิตนั้นปรุงแต่งให้ในทางดี แต่เพราะสังคมสิ่งแวดล้อมที่เข้าไปอยู่ ทำให้ไม่อาจที่จะดำเนินให้ดีได้ตลอด กอปรกับขาดวิริยะความเพียรที่จะเอาชนะ เราจึงมักได้ยินคำว่า ตายเป็นตาย ผู้ที่ยอมรับคำนี้ และประพฤติตนได้เยี่ยงนี้ ไม่พบความตายเหมือนที่ยอมอุทิศตน แต่มักจะพบกับความสำเร็จได้ในกิจที่ตนตั้งหวัง ไม่ได้มากจนสำเร็จการ ก็ต้องได้บางตามสมควรแห่งกรรม และบุญบารมีที่สั่งสมความเพียรมามากน้อยเท่าใด

ความเพียร ใช่ว่าจะหมายเอาเพียงการกระทำทีกายอย่างเดียว ต้องกระทำที่จิตด้วย จิตต้องเสพคุ้นกับการปรุงแต่งในฝ่ายดีเป็นประจำ กระทำให้เป็นอาจิณกรรม จิตจึงจะมีกำลังมาก ต้องไม่ยอมต่อความชั่ว จะถูกกล่าวหาโจมตีอย่างไรก็ไม่หวั่นไหว มุ่งตรงทางเดินที่ถูกต้อง ไม่ลด ไม่ละ ไม่ถอย ไม่ย่อท้อยอมแพ้ แม้จะต้องเดินเพียงคนเดียวก็ต้องยอม ในเมื่อเห็นว่าทางเดินนั้นถูกต้อง หลบหลีก ปลีกเร้น เว้นจากการเสวนากับผู้ที่จะมาชักจูงให้เสียการ นั่นเป็นวิสัยของบัณฑิต ส่วนจะถูกกล่าวหาว่าอย่างไร ก็ใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาอย่าใช้อารมณ์ พระพุทธองค์ผู้เป็นพุทธศาสดาก็ยังต้องปลีกเร้นเข้าป่าอยู่แต่ผู้เดียว ในเมื่อสังคมทั้งหลายหลงผิด ก็ต้องปล่อยให้กาลเวลาและกรรมทั้งหลายของหมู่ชนฝึกฝนบ่มเพาะ ที่สุดพันธ์ดีย่อมเปล่งประกายความดีออกมาได้ กาลทั้งหลายสอนให้เรารู้ว่า กรรมที่กระทำมาแล้วต้องรับผล หนักเบาอยู่ที่เรา อยู่ที่ตัวเจ้าของเอง ถ้ามีปัญญา กรรมทั้งหลายก็ล้วนเป็นเรื่องเบาไม่มีหนักทั้งสิ้น ทุกสิ่งล้วนอยู่ที่จิตปรุงแต่ง

ลางพวกที่จะเว้นการกล่าวถึงเสียไม่ได้ ก็คือพวกที่มักมีความกลัวในสิ่งอันไม่มี ว่างเปล่า เช่น เห็นใบตองแห้งไหวตัวในที่มืด ก็ปรุงแต่งไปว่าเป็นผีเป็นสางทำนองนั้น ก็เพราะตัวเจ้าของเอง ไม่เชื่อในคุณความดีของตน ยังมีบาปคาใจ ยังไม่ได้สะจิตตะฯ ออก ก็ย่อมต้องมีความกลัวมีความหวาดหวั่นปรุงแต่งจิตไปในทางร้าย นี้เป็นธรรมดา ส่วนในผู้ที่มีศรัทธาในบุญ ในกุศลอันเป็นฝ่ายดี มีการทำความเพียร หมั่นศึกษา พิจารณาวินิจฉัย ด้วยสติปัญญาอันเป็นธรรมดาของสัตว์ สามารถพัฒนาจิตตนให้สามารถ ปรุงแต่งจิต ไปในทางที่ถูกที่งาม สะจิตตะฯ กรรมชั่วทั้งหลายออกแล้ว ก็ย่อมสามารถชักนำจิตให้ ปรุงแต่งในส่วนดีได้มากกว่า มีปัญญาวินิจฉัยในสิ่งทั้งมวล ไม่หลง ไม่งมงาย ที่สุดก็สามารถเอาตัวรอดได้

ทั้งหมดทั้งมวลของสัตว์ล้วนต้องอาศัยตนเองเป็นหลัก เดรัจฉานมีการปรุงแต่งน้อยกว่ามนุษย์ มันปรารถนาเพียงอาหารเพื่อดำรงชีวิต จิตปรารถนากามเพียงเพื่อการสืบเผ่าพันธุ์ ไม่เสพกามพร่ำเพรื่อเหมือนอย่างเดรัจฉานที่ใกล้ชิดมนุษย์ พวกนี้เป็นพวกที่กายแตกจากมนุษย์แล้วเกิดในภพภูมินั้นๆ จึงยังมีพฤติกรรมอันนำให้เกิดเยี่ยงการใฝ่ต่ำของมนุษย์ จึงได้กล่าวไว้แต่ต้นว่า ความหนาหนักเบาของกิเลสเป็นตัวชักนำให้มีสภาพเกิดในภพภูมิใดๆ ทั้งหมดก็ล้วนมาแต่จิตปรุงแต่งทั้งสิ้น

มาถึงตรงนี้ ก็พอที่จะอนุมาณได้ว่า จิตนี้สำคัญยิ่ง พระพุทธศาสดาจึงได้กล่าวสอนเอาไว้ว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา ธรรมทั้งหลายมีจิตเป็นหัวหน้า เป็นตัวชี้นำ ที่มีคนกล่าวเป็นประจำว่า ไม่รู้ ทำไปเพราะไม่ตั้งใจ นั่นไม่จริง จิตเดิมตั้งไว้แล้ว ฝังไว้แล้ว ประทับไว้แล้ว เมื่อขาดสติจึงได้กระทำไปเป็นอัตโนมัติ คือเป็นไปด้วยมัตติแห่งมโนของตนเอง แปลเป็นภาษาง่ายๆ อีกครั้งว่า เป็นไปด้วยหรือกระทำไปด้วยมติแห่งความนึกคิดที่มีอยู่แล้วในตน ในตัวเจ้าของเอง ไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นในขณะที่ขาดสติ

วันนี้ก็เอาเรื่อง จิตปรุงแต่ง มาสาธยายให้ได้รับรู้กัน พอเป็นแนวทางในการปรับปรุงตนเอง โดยอาศัยจิตปรุงแต่งนี้ กระทำกิจต่างๆ ให้สมประกอบในทางฝักฝ่ายแห่งบุญ ละเว้นการกระทำกรรมกิจต่างๆ อันเป็นฝักฝ่ายแห่งบาปให้มากที่สุด เมื่อจิตเสพคุ้นกับมโนธรรมอันงาม ก็เป็นอันพยากรณ์ได้ว่า ในอนาคตอันไกลน่าจะเป็นผู้ที่พ้นภัยได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะทำให้อนาคตอันไกลนั้น สั้นลงจนพอมองเห็นว่าไม่ไกลแล้วได้อย่างไร อาศัยจิตปรุงแต่งนี้แหละเป็นตัวสร้างอนาคต ไกลใกล้ก็ขึ้นกับตัวเจ้าของเองแล้ว

วันนี้พอเพียงแค่นี้ เห็นควรแก่เวลาแล้วที่จะต้องจบ เอาไว้มีเรื่องใหม่ๆ มาสอบถามค่อยว่ากันใหม่ ส่วนเรื่องยาวที่กำลังเขียนอยู่ ก็อาจจะพิจารณา นำมาลงพิมพ์ให้อ่านกันเป็นระยะ ๆ เหมือนที่เคยดำเนินมา ขอบุญจงรักษาผู้บำเพ็ญบุญ ด้วยไม่หวังในบุญ แต่หวังในผลแห่งบุญที่จะชักนำให้เกิดปัญญา พาเอาตัวรอดได้ในที่สุด


ใส่รหัสที่นี่   
กล่องตอบด่วน
kittiyano

Reply Quote
 
Go to top
ตอบกลับ
เริ่มหัวข้อใหม่
หน้า: 1