ไขปัญหาธรรมบนเว็บบอร์ด

ยินดีต้อนรับ, ผู้เยี่ยมชม
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน.    ลืมรหัสผ่าน?

ไขปัญหาธรรม ตอน อภิธรรม
(1 viewing) (1) ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม
Go to bottom
ตอบกลับ
เริ่มหัวข้อใหม่
หน้า: 1
หัวข้อ : ไขปัญหาธรรม ตอน อภิธรรม
#101
ไขปัญหาธรรม ตอน อภิธรรม 7 ปี ก่อน  
วันนี้ หลวงตาจะมาสาธยายความขี้เท่อในเรื่องของอภิธรรมพอเป็นสังเขป ด้วยมีเหตุต้องให้มาบรรยาย ทั้งที่กำลังเขียนเรื่องสังโยชน์สิบอยู่ ยังไม่ทันได้ถึงไหนเลย ดูเหมือนจะจบอยู่ที่สีลัพพตปรามาส กำลังจะขึ้นกามราคะอยู่ ก็ยังไม่มีเวลามากพอที่จะตั้งสมาธิเขียน ก็พอดีมามีกิจเรื่อง อภิธรรม ก็เลยมาสาธยายเรื่องนี้ก่อน เอาเพียงพอเป็นแนวทางนะ ถ้าว่าโดยละเอียดแล้ว เห็นที่จะต้องไปเรียนเอาเอง

พระอภิธรรมนั้นเป็นเรื่องของสภาวธรรมล้วนๆ เป็นการกล่าวถึงสภาวะจิตในขณะต่างๆ กล่าวโดยย่อแล้ว จิตนี้มีอยู่ด้วยกันแบบทั่วๆไป ไม่เอาแบบพิสดาร ก็มีอยู่ด้วยกันแปดสิบเก้าลักษณะ เป็นฝ่ายโลกียะจิต แปดสิบเอ็ดลักษณะ และเป็นฝ่ายโลกุตตรจิต แปดลักษณะ

ฝ่ายโลกุตตรจิตแปดลักษณะ หรือที่เรียนกัน ก็ว่าแปดดวงนั้นเราจะไม่กล่าวถึง เพราะว่าเป็นลักษณะจิตของพระอริยะ แบ่งเป็น มัคคจิตสี่ ผลจิตสี่ รวมเป็นแปด อย่างที่เราสวดมนต์กัน ว่า “คู่แห่งบุรุษสี่คู่ นับเรียงบุรุษบุคคลได้แปดบุรุษ” เป็นต้น

ส่วนฝ่ายโลกียะจิตที่มีด้วยกันแปดสิบเอ็ดดวงนั้น ก็แบ่งเป็นฝ่ายกามาวจรจิตห้าสิบสี่ มหัคคตจิตยี่สิบเจ็ด ในกามาวจรจิตห้าสิบสี่นี้ ก็แบ่งเป็นฝ่ายอกุศลสิบสอง ฝ่ายกุศลยีสิบสี่ และฝ่ายกลางๆ สิบแปด รวมได้ห้าสิบสี่ลักษณะ ส่วนฝ่ายมหัคคตจิตยี่สิบเจ็ดนั้น ก็แบ่งเป็นฝ่ายรูปาวจรจิตสิบห้า อรูปาวจรจิตสิบสอง รวมได้ยีสิบเจ็ดลักษณะ เมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วก็ได้ แปดสิบเก้าลักษณะ อันนี้เป็นแบบว่าโดยย่อ ที่ว่าว่าโดยพิสดารได้หนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดนั้น ก็ไปเพิ่มที่โลกุตตรจิตแปดดวงนั้นให้เป็นสี่สิบดวง จึงเท่ากับเพิ่มอีกสามสิบสอง รวมกับแปดสิบเก้าก็เท่ากับหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดพอดี ว่ามายืดยาวแล้วก็จะงงกันมาก นี่จึงเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาเอา แต่ศึกษาอย่างเดียวนั้นไม่อาจที่จะทำความเข้าใจได้ ต้องลงมือปฏิบัติด้วย จึงจะเข้าใจได้ง่าย เพราะว่าการปฏิบัตินั้น เมื่อสภาวธรรมต่างๆ เกิดขึ้น ก็สามารถนำเอามากระทบกับหลักวิชา ก็จะเข้าใจได้มากขึ้น แต่ก็นับว่าได้ประโยชน์ไม่มาก รังแต่จะทำให้ทิฐิหนาแน่นขึ้น จึงบอกว่าเรียนพอสังเขป แล้วเอาแนวปฏิบัติเป็นตัวนำ เมื่อนั้นก็จะปฏิเวธได้ คือนำเอามาใช้กับชีวิตจริงได้

ที่ว่าเอามาใช้กับชีวิตจริงได้นั้น เพราะว่าสภาวธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น และเราได้ทำความเข้าใจแล้ว อย่างเรื่องของอกุศลจิตสิบสองนั้น เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เมื่อใดที่เราเข้าใจในเรื่องของอกุศลจิตที่มีลักษณะต่างๆ ซึ่งเป็นธรรมดาที่มีที่เป็นอยู่แล้วในสัตว์ทั้งหลาย เราได้ทำความเข้าใจในลักษณะต่างๆ และได้ทำการชำระล้างถอดถอนเอาออกจากจิตเราได้ จิตฝ่ายกุศลทั้งหลายก็เริ่มเจริญขึ้น ไม่ต้องไปรู้ว่ามันจะเจริญขึ้นเป็นจิตอย่างไร ชื่อว่าอะไร เอาว่าทำลายฝ่ายอกุศลได้แล้ว ฝ่ายกุศลก็เริ่มเกิดขึ้น พยายามอนุรักษ์ฝ่ายกุศลเอาไว้ ด้วยสัมมัปธานสี่ มีการปะหานเอาฝ่ายอกุศลที่เราได้ยับยั้งแล้ว ไม่ให้เกิดขึ้นได้อีก อย่างนี้เราก็จะมีจิตที่เจริญขึ้นได้รวดเร็ว ที่สุดก็เข้าสู่มหัคคตจิตเป็นฝ่ายกุศล ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ มัคคจิตก็เกิดได้ เมื่อมัคคจิตเกิดขึ้นผลจิตก็ตามมาในทันที ได้เสวยผลของกุศลผลจิตอยู่เนืองๆ ที่สุดก็เข้าสู่ความแจ้งธรรมทั้งปวง เหตุที่แจ้งก็เพราะว่าได้เห็นจิตตนเองเสวยอารมณ์ต่างๆ ได้ทำการศึกษาเรียนรู้จิตไปตามกาลเหล่านั้น ได้ทำการแก้ไขอกุศลจิตที่เกิดขึ้น ได้เห็นผลของอกุศลจิตที่เกิดขึ้นและดำเนินไป ได้เห็นทุกข์ของอกุศลจิตในแต่ละชาติ ได้ละวางอกุศลจิตเหล่านั้นเสียแล้ว ที่สุดก็เสวยแต่กุศลจิต เมื่อแจ้งในกุศลและอกุศลทั้งหลายพอเอาตัวรอดได้แล้ว ก็ละวางทั้งกุศลและอกุศลทั้งหลาย ปล่อยให้จิตเสวยแต่อารมณ์รู้เพียงอย่างเดียว ไม่เอาจิตเข้าไปเสพอารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น รู้ความเป็นไป การดำเนินไปของจิตในแต่ละขณะ ที่สุดจิตนี้ก็ผ่องแผ้ว ไร้ซึ่งธุลี อโสกัง วิระชัง เขมัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง อันนี้เป็นสิ่งอันเป็นมงคลที่ประเสริฐสุด

ดังที่กล่าวมาแล้วว่า จิตตัง คือจิตที่มีลักษณะต่างๆกันมากมายนั้นมีอยู่สิบสองลักษณะ ที่เราจะต้องศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจว่ามันเป็นตัวร้ายที่อยู่ในเราอยู่แล้ว คืออกุศลจิตสิบสองดวงนี้เอง

อกุศลจิตสิบสอง ประกอบด้วย โลภะมูลจิตแปด โทสะมูลจิตสอง โมหะมูลจิตสอง อกุศลจิตทั้งสิบสองดวงนี้ อันที่จิรงไม่ได้มีเพียงแค่สิบสอง แต่ว่ามีมากมายกว่า โดยขึ้นกับเหตุปัจจัยและลักษณะอื่นๆที่เข้ามาประกอบด้วย อันก่อเกิดมาแต่อายตนะทั้งภายในและภายนอก ซึ่งเคยได้กล่าวเอาไว้แล้วในเรื่องตัณหาร้อยแปด

โลภะมูลจิตแปด คือพื้นฐานแห่งจิตที่แสดงความโลภเกิดขึ้นในลักษณะต่างกันแปดอย่าง แต่ไม่ใช่ว่ามีเพียงแปดอย่าง แต่ว่าเป็นเพียงพื้นฐานเท่านั้น ยังมีองค์ประกอบและปัจจัยอื่นๆอีกที่จะมาทำให้ความโลภเหล่านั้นเบาบางหรือว่ารุนแรง ใช้ระยะเวลาสั้นๆ หรือว่ายาวข้ามภพข้ามชาติกันเลย เรียกว่าแก้ไขได้ยาก ก็มีให้เห็นบ่อยๆ มากด้วย แก้เท่าไรก็ไม่หาย เอาว่าติดอยู่ในกมลสันดานชนิดว่าฟังธรรมเท่าไรก็ไม่เข้าใจ เพราะว่ามันเป็นสันดานที่ข้ามภพข้ามชาติมานับครั้งไม่ถ้วน และก็จะมีเหตุแก้ตัวไปเรื่อย โดยไม่มีความละอายอย่างนี้มีให้เห็นมาก พื้นฐานอันดับแรกคือ

๑. โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ จิตโลภที่เกิดพร้อมด้วยความยินดีพึงใจ อันประกอบด้วยความเห็นผิด และเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสิ่งชักชวน

๒. โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ จิตโลภที่เกิดพร้อมด้วยความยินดีพึงใจ อันประกอบด้วยความเห็นผิด แต่ว่าเกิดขึ้นโดยต้องมีสิ่งชักชวน

๓. โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ จิตโลภที่เกิดพร้อมด้วยความยินดีพึงใจ อันไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด และเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสิ่งชักชวน

๔. โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ จิตโลภที่เกิดพร้อมด้วยความยินดีพึงใจ อันไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด แต่ว่าเกิดขึ้นโดยต้องมีสิ่งชักชวน

๕. อุเปกฺขาสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ จิตโลภที่เกิดพร้อมด้วยความไม่ปรุงแต่ง อันประกอบด้วยความเห็นผิด และเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสิ่งชักชวน

๖. อุเปกฺขาสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ จิตโลภที่เกิดพร้อมด้วยความไม่ปรุงแต่ง อันประกอบด้วยความเห็นผิด แต่ว่าเกิดขึ้นโดยต้องมีสิ่งชักชวน

๗. อุเปกฺขาสหคตํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ จิตโลภที่เกิดพร้อมด้วยความไม่ปรุงแต่ง อันไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด และเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสิ่งชักชวน

๘. อุเปกฺขาสหคตํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ จิตโลภที่เกิดพร้อมด้วยความไม่ปรุงแต่ อันไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด แต่ว่าเกิดขึ้นโดยต้องมีสิ่งชักชวน

จะเห็นได้ว่า จิตโลภทั้งแปดลักษณะอันเป็นพื้นฐานของความโลภนั้น มีทั้งที่เกิดขึ้นเอง มี่ทั้งที่ต้องมีผู้อื่นหรือสิ่งเร้าอื่นมาชักจูง และมีทั้งที่ทำไปเพราะความเคยชิน ไม่ได้ปรุงแต่อะไรแต่ว่าเคย เหตุเพราะว่าทำจนเป็นอาจิณณกรรม เรามักจะได้ยินกับคำว่า ไม่รู้สิมันติดมาได้อย่างไร ก็เพราะว่ามันเคยไง หรือว่าทำไปเพราะเผลอบ้าง เช่น ไม่รู้ซิเผลอตัวหยิบติดมือมาได้ยังไงไม่รู้ อะไรทำนองนี้ อันนี้แหละเขาเรียกว่าโลภจนติดอยู่ในสันดานแก้ไขยาก รู้แต่ว่าบอกว่าไม่รู้เพราะว่าตอนที่กระทำนั้นมันเผลอสติด้วยความโลภ ต่อเมื่อรู้แล้วก็ไม่คิดจะแก้ไขอย่างนี้เรื่อยไปจนเป็นสันดานติดแน่นข้ามมาไม่รู้ว่ากี่ภพกี่ชาติ ต่อไปก็แก้ยากเพราะว่าเจ้าตัวไม่คิดจะแก้ปล่อยเลยตามเลยด้วยเห็นว่าตัวเจ้าของเองได้ประโยชน์ ตรงจุดนี้ถ้าแปลว่าเฉยๆ ก็จะเห็นว่าเป็นกรรมเบา แต่ถ้าเข้าใจได้อย่างนี้แล้ว ก็เป็นกรรมหนัก เพราะว่าพวกนี้ จะทำได้ทุกที่ทุกสถานทุกกาลเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดๆ ก็จะกระทำ ที่ว่าไม่ปรุงแต่ง หรือว่าเฉยๆ นั้น อันที่จริงมันไม่ต้องปรุงแต่ง เพราะว่าเป็นอาจิณณกรรมเสียแล้ว

ทีนี้มาดูที่คำว่า อันประกอบด้วยความเห็นผิด และ อันไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด หมายถึงอย่างไร ก็คำว่าความเห็นผิด ในทางภาษาธรรมแล้ว หมายถึง มิจฉาทิฐิ คือความเห็นอันไม่ชอบด้วยธรรมอันงามธรรมอันเป็นฝ่ายดี ก็คือฝ่ายที่เป็นบาปอกุศลนั่นเอง ส่วนที่ว่า ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด ใช่ว่าจะหมายถึงเป็นฝ่ายกุศล แต่ว่าที่ว่าไม่ประกอบด้วยความเห็นผิดนั้น ก็เนื่องมาจากว่ามีความเห็นต่างจากความดีงาม เช่น ชาวบ้านเข้าไปแผ้วถางป่า หาที่ทำกิน ป่านั้นเป็นทรัพย์ของหลวง ไม่ใช่ของสาธารณะ ใครๆจะเข้าไปแผ้วถางเอาตามอำเภอน้ำใจไม่ได้ แต่เพราะชนบางพวกไม่เกรงกลัวต่ออาญา ไม่เกรงกลัวว่าจะทำให้ใครเดือดร้อน ถ้าเจ้าพนักงานมาตรวจตราแล้วจับตัวไป ก็คิดว่าเพียงเสียค่าปรับอาจจะถูกโทษจำบ้าง แต่ว่าได้สิทธิในการครอบครอง เพราะว่าเป็นคนไปแผ้วถางไว้ หรือว่ารู้เห็นเป็นใจกับเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบกระทำการไปแล้ว เพื่อประโยชน์เจือสมยอมด้วยกันทั้งสองฝ่าย อันที่จริงนั้นผิด แต่เพราะว่าตนและพวกพ้องเห็นว่ามันเป็นช่องทางที่ทำได้จึงเห็นว่าไม่ผิด

มีคนบวชขาวบางพวก ก็มีทิฐิเช่นนี้เหมือนกัน สอนกันให้กล่าวคำอธิษฐานเป็นทำนองว่า

กรรมใดที่ข้าพเจ้าเคยล่วงเกินต่อทรัพย์ต่อชีวิตของผู้อื่น..ของแผ่นดิน ข้าพเจ้าขออโหสิกรรม ...ขอบุญที่ข้าพเจ้ากระทำนี้ ....จงอย่าได้จองเวร จงอโหสิกรรม...นิพพานะ ปัจจโย โหตุ

ถ้าว่าการกล่าวคำอธิษฐานนี้แล้ว สามารถนำให้ผู้อธิษฐานสามารถเข้าถึงพระนิพพานได้ คำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ว่าพระพุทธองค์ได้รับผลกรรมต่างๆ นาๆ มาไม่รู้กี่แสนชาติภพก็ไร้ผล ที่จะสอนให้คนทำความดีเห็นชอบตามธรรมอันงาม ไม่ผิดในศีลในธรรม เพราะเพียงแค่คำอธิษฐานนี้ก็สามารถสอนคนให้ทำชั่วได้มากมาย เพราะว่าคนเห็นผิดมีมาก ในเมื่ออธิษฐานแล้วพ้นผิดได้ ก็คดโกงชาติบ้านเมือง ฆ่าคนได้อย่างไม่เกรงกลัวต่ออาญาใดๆ เพราะว่าอาญาใดๆ ก็ไม่มีผล คำอธิษฐานเท่านี้ก็พอเพียงแล้วสำหรับการพ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวง มิน่าเล่า ในยุคสมัยโลกาภิวัฒน์นี้จึงได้เห็นคนคดโกงชาติอย่างหน้าตาเฉย ฆ่าประชาชนอย่างไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใดๆ ไม่นำพาต่อบาปเวรใดๆทั้งสิ้น เพราะว่ามีคนสอนอย่างนี้นี่เอง

ทรัพย์สินของแผ่นดิน เป็นทรัพย์ที่ได้มาจากประชาชนทั้งชาติร่วมกันสร้างขึ้น การที่เข้าไปล่วงเกินล่วงล้ำกระทำการคดโกงนั้น ต้องชดใช้ไม่รู้จักจบสิ้น เกิดเป็นขี้ทูตกุดถัง ไม่มีมือไม่มีเท้าจะทำมาหากินอย่างสุจริตธรรมดาอย่างผู้อื่นเขา ต้องกระเสือกกระสนทนทุกข์ทรมาน หลบลี้หนีหน้าชาวบ้านเพราะความละอายในกรรมของตน ยิ่งคนที่มีความเห็นผิดสอนผู้อื่นให้กระทำการอันเป็นการขัดต่อคำสั่งสอนของพระพุทธศาสดาผู้แจ้งโลกแล้วละก็ คงไม่ต่างอะไรกับนิทานธรรม เรื่องชาวประมงกับปลาตัวใหญ่สี่ทองปากเหม็นเป็นแน่แท้

อย่างที่บอกอยู่ตลอดเวลาว่า คนส่วนใหญ่เอากิเลสตนเป็นเครื่องตัดสินธรรม วินิจฉัยธรรมด้วยกิเลสที่ยังไม่ได้ขัดเกลา จึงกล่าวธรรมด้วยหวังในลาภสรรเสริญ ด้วยวินิจฉัยแบบผิดๆ แล้วจึงกล่าวแบบ อุเปกฺขาสหคตํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ ส่วนในข้ออื่นๆ นั้นเห็นทีว่าไม่ต้องอธิบาย เพราะว่ามีความชัดเจนในตัวอยู่แล้ว และเป็นสิ่งที่เห็นได้มากมายในสังคม ก็มีแต่เพียงสี่ข้อที่ว่า เป็นอุเบกขาจิตนี้เท่านั้น ที่มีการตีความไปอย่างผิดๆ คิดว่าเป็นกุศลจิตเสียมาก ไปอาศัยคำว่าอุเบกขาจึงตีความผิดไปจากความเป็นจริง

เรื่องนี้ละเอียดอ่อนยาวนัก จะว่ากันแบบย่นย่อก็ยังได้ไม่เท่าไร เอาว่าพอเป็นสังเขป แล้วมีอะไรสงสัยค่อยว่ากันใหม่ นี่เพียงแค่โลภะตัวเดียว ยังมีอีกมากในแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ พระอภิธรรมนี้มีอยู่กึ่งหนึ่ง คือสี่หมื่นสองพัน หลวงตาคงย่นย่อไม่ได้มาก แต่บอกว่าถ้าปฏิบัติแล้วก็จะเข้าใจในสภาวะจิตสภาวธรรมทั้งหลายได้โดยไม่ยาก เอามาผนวกกันเข้าก็จะเข้าใจในพระอภิธรรมได้ง่ายขึ้น ถ้าว่ามีโอกาสก็จะมาขยายความขี้เท่อให้ใหม่

วันนี้พอเพียงเท่านี้ก่อน ขอบุญจงรักษาผู้บำเพ็ญบุญ


ใส่รหัสที่นี่   
กล่องตอบด่วน
Kittiyano

Reply Quote
 
Go to top
ตอบกลับ
เริ่มหัวข้อใหม่
หน้า: 1